เคล็ดลับการดูแลสุขภาพ

โรคหัวใจและความดันโลหิตสูง

การดูแลระบบหัวใจและหลอดเลือด

       โรคหัวใจจัดเป็นหนึ่งในโรคที่คุกคามชีวิตคนทั่วโลก สำหรับประเทศไทยในปี 2552 สำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า โรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นสาเหตุการตายอันดับสองในกลุ่มโรคไม่ติดต่อรองจากอุบัติเหตุโดยมีผู้ป่วยด้วยโรคนี้มากถึง 4 ล้านกว่าคน และมีแนวโน้มที่สูงขึ้นอย่างน่าตกใจโรคหัวใจสามารถแบ่งได้ 5 ประเภท ดังนี้

1.   โรคหัวใจจากความดันโลหิตสูง

       ถ้าความดันโลหิตสูงผิดปกตินานๆ หัวใจต้องทำงานหนัก ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจหนาขึ้นขนาดหัวใจโตขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะหัวใจวายได้อาการ มักจะมีอาการเหนื่อยง่าย หอบเท้าบวมนอนราบไม่ได้นอกจากนี้ยังมีโอกาสที่จะเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเลี้ยงอีกด้วย

2.   โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ

       เป็นโรคหัวใจที่พบบ่อยในผู้ใหญ่ ปัจจัยเสี่ยงสำคัญได้แก่อายุที่มากขึ้นการสูบบุหรี่จัด ภาวะไขมันในเลือดสูง โรคเบาหวานโรคความดันโลหิตสูง และการไม่ออกกำลังกายเป็นประจำ ทำให้มีการตีบตันในหลอดเลือดเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดได้

       อาการ ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บแน่นหน้าอกหรือเหนื่อยง่าย จุกแน่น เสียดหรือแสบร้อนในบริเวณทรวงอก เหงื่อออก ใจสั่น เป็นลมอาจเป็นแบบฉับพลันและรุนแรงจนทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายหรือที่เรียกว่าหัวใจพิบัติ (Heart Attack) ผู้ป่วยมีโอกาสเสียชีวิตสูงหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีถือเป็นภาวะวิกฤตที่ต้องได้รับการรักษาโดยด่วน

3.    ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ

       ที่หัวใจเต้นเร็วหรือช้ากว่าปกติเนื่องจากความผิดปกติของการกำเนิดกระแสไฟฟ้าหัวใจ การนำไฟฟ้าหัวใจหรือทั้ง 2 อย่างร่วมกัน ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะอาจเกิดจากโรคหัวใจหลายชนิด เช่น ลิ้นหัวใจผิดปกติ กล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติ หรือหลอดเลือดหัวใจตีบตันหรือความผิดปกติอื่นๆ เช่น การส่งกระแสลัดวงจร มีแผลเป็นหรือก้อนไขมันทำให้หัวใจมีจุดที่สร้างกระแสไฟฟ้าหัวใจผิดปกติ

       อาการ ผู้ป่วยอาจมีอาการใจสั่น หน้ามืด เจ็บหน้าอกอ่อนเพลีย หมดสติ หรือหัวใจวาย ขึ้นกับอัตราเร็วของหัวใจเต้น ระยะเวลาที่เกิดรวมทั้งสาเหตุ อย่างไรก็ตามถ้าหัวใจบีบตัวได้ปกติ โอกาสเกิดหัวใจวายก็น้อย

4.   โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด

       เกิดเนื่องจากมีความผิดปกติของการเจริญเติบโตของหัวใจในขณะที่อยู่ในครรภ์มารดาโดยเฉพาะในช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ โรคหัวใจพิการที่เกิดขึ้นอาจเกิดจากการมีรูโหว่ที่ผนังกั้นภายในห้องหัวใจ ลิ้นหัวใจตีบตันหรือรั่วหลอดเลือดออกผิดจากตำแหน่งปกติ เป็นต้น สามารถวิเคราะห์ความ   ผิดปกติได้ตั้งแต่ขณะอยู่ในครรภ์มารดา โดยการตรวจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนหัวใจ (Echocardiogram)

5.   โรคหัวใจรูห์มาติค

       พบในเด็กอายุ 7-15 ปี สัมพันธ์กับการติดเชื้อแบคทีเรียชนิดเบต้าฮีโมไลติคสเตร็ปโตคอคคัสที่ลำคอ ซึ่งทำให้คออักเสบ ไข้สูงร่างกายจะสร้างภูมิต้านทานต่อเชื้อโรคนี้ถ้าได้รับเชื้อโรคนี้ซ้ำอีกจะเกิดอาการอักเสบที่หัวใจ โดยเฉพาะที่ลิ้นหัวใจปวดบวมที่ข้อ และมีผื่นที่ลำตัว ในรายที่เป็นมากอาจทำให้หัวใจวายและเสียชีวิตได้ถ้ามีอาการอักเสบซ้ำหลายครั้งจะเกิดพังผืดขึ้นที่ลิ้นหัวใจจนเปิดไม่เต็มที่หรือปิดไม่สนิททำให้ลิ้นหัวใจตีบแคบลงหรือรั่ว


การปฏิบัติตัวให้มีชีวิตยืนยาวห่างไกลโรคหัวใจ

มี 7 ประการด้วยกันคือ

  1. งดสูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงชา กาแฟ ของเสพติดมึนเมา
  2. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  3. รักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
  4. ควบคุมจิตใจและอารมณ์อย่าให้มีความเครียด
  5. ควบคุมความดันโลหิตและระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
  6. ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค โดยรับประทานอาหารที่มีไขมันต่ำรับประทานผักผลไม้ที่มีกากใยมากขึ้น หลีกเลี่ยงอาหารทอดหรือเจียวน้ำมัน

         7. พบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอเพื่อหาวิธีป้องกันรักษาโรคหัวใจและเพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีตลอดไป

โรคความดันโลหิตสูงน่ากลัวกว่าที่คิด

        ความดันโลหิตสูงได้กลายมาเป็นปัญหาทางสุขภาพของมหาชนที่สำคัญที่สุดด้วยความชุกที่ทำให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดและโรคไตตามสถิติปี ค.ศ. 2000 มีผู้ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูงทั้งหมดประมาณ 1 ใน 4 ของประชากรโลกที่เป็นผู้ใหญ่และยังเป็นที่คาดว่าในปี ค.ศ. 2025 อัตราส่วนของการเกิดความดันโลหิตสูงจะเพิ่มขึ้นเป็น 29% ของผู้ใหญ่ทั้งโลกหรือคิดเป็นจำนวนประมาณ 1,560 ล้านคนสำหรับประเทศไทย สามารถพบในผู้ที่อายุ 35 ปีขึ้นไป ความดันโลหิตสูง หมายถึง ภาวะที่ระดับความดันโลหิต 140/90 มม.ปรอท หรือมากกว่าซึ่งจะเป็นค่าบนหรือค่าล่างก็ได้

       โรคความดันโลหิตสูง เป็นโรคที่พบได้บ่อยในปัจจุบันคนส่วนใหญ่ที่มีความดันโลหิตสูงมักจะไม่รู้ตัวว่าเป็นเมื่อรู้ตัวว่าเป็นส่วนมากจะไม่ได้รับการดูแลรักษาส่วนหนึ่งอาจจะเนื่องจากไม่มีอาการ ทำให้คนส่วนใหญ่ ไม่ได้ให้ความสนใจเมื่อเริ่มมีอาการหรือภาวะแทรกซ้อนแล้วจึงจะเริ่มสนใจและรักษาซึ่งบางครั้งก็อาจจะทำให้ผลการรักษาไม่ดีเท่าที่ควรการควบคุมความดันโลหิตให้ปกติอย่างสม่ำเสมอ สามารถลดโอกาสเกิดโรคอัมพฤกษ์ อัมพาตหรือโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

ปัจจัยที่มีผลต่อความดันโลหิต 

ความดันโลหิตเปลี่ยนแปลงได้ตามปัจจัยแวดล้อมต่างๆ ดังนี้

  1. อายุ ส่วนใหญ่เมื่ออายุมากขึ้นความดันโลหิตจะสูงขึ้น ตัวอย่างเช่น ขณะอายุ 18 ปี ความดันโลหิต เท่ากับ 120/70 มม.ปรอท แต่พออายุ 60 ปี ความดันโลหิตอาจจะเพิ่มขึ้นเป็น 140/90 มม.ปรอท แต่ก็ไม่ได้เป็นกฎตายตัวว่าอายุมากขึ้นความดันโลหิตจะสูงขึ้นเสมอไป อาจวัดได้ 120/70 มม.ปรอท เท่าเดิมก็ได้
  2. ช่วงเวลาแต่ละวัน  ความดันโลหิตจะขึ้นลงไม่เท่ากันตลอดวัน ตัวอย่างเช่น ในตอนเช้าความดันโลหิตอาจลดลงเนื่องจากอัตราการเผาผลาญภายในเซลล์ (Metabolic rate) ลดลงและเพิ่มขึ้นตลอดวันจนสูงสุดช่วงบ่ายหรือตอนเย็น และต่ำลงในตอนกลางคืน
  3. จิตใจและอารมณ์ พบว่ามีผลต่อความดันโลหิตได้มากขณะที่ได้รับความเครียด อาจทำให้ความดันโลหิตสูงกว่าปกติได้ถึง 30 มม.ปรอท ภายหลังการพักผ่อนความดันโลหิตก็จะกลับมาสู่ภาวะปกติได้หรือเมื่อรู้สึกเจ็บปวดก็เป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นได้เช่นกัน
  4. เพศ พบว่าเพศชายจะเป็นโรคความดันโลหิตสูงได้บ่อยกว่าเพศหญิง
  5. พันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม ผู้ที่มีบิดาและมารดาเป็นโรคความดันโลหิตสูงมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคนี้มากกว่าผู้ที่ไม่มีประวัติในครอบครัวแม้แต่สิ่งแวดล้อมที่เคร่งเครียด ก็ทำให้มีแนวโน้มการเป็นโรคความดันสูงขึ้นด้วยเช่นกัน
  6. สภาพภูมิศาสตร์ ผู้ที่อยู่ในสังคมเมืองจะพบภาวะความดันโลหิตสูงมากกว่าในสังคมชนบท
  7. เชื้อชาติ พบว่าชาวแอฟริกันอเมริกันมีความดันโลหิตสูงมากกว่าชาวอเมริกันผิวขาว

ภาวะแทรกซ้อนจากความดันโลหิตสูง ได้แก่

  1. หัวใจทำงานหนักขึ้น ทำให้ผนังหัวใจหนาตัวและถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องผนังหัวใจจะยืดออกและเสียหน้าที่ ทำให้เกิดหัวใจโต และหัวใจวายได้ในที่สุด
  2. ภาวะหลอดเลือดในสมองตีบตันหรือแตก ทำใหเป็นอัมพาตหรือ เสียชีวิตได้ถ้าเป็นเรื้อรัง อาจกลายเป็นโรคความจำเสื่อม สมาธิลดลง
  3. เลือดอาจไปเลี้ยงไตไม่พอ เนื่องจากหลอดเลือดเสื่อมทำให้ไตวายเรื้อรังและภาวะไตวายจะยิ่งทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นอีก
  4. ผลต่อหลอดเลือดที่ตา เช่น เลือดออกที่จอตา มีผลทำให้ตามัวจนถึงตาบอดได้  

การดูแลสุขภาพสำหรับผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูง

         นอกจากการรักษาด้วยยาแล้วควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการดำรงชีวิตเพื่อช่วยควบคุมความดันโลหิต ดังนี้

         อาหารสำหรับผู้ที่มีความดันโลหิตสูง

  • ควรใช้สารปรุงแต่งรส เช่น น้ำปลา ซอส ซีอิ้ว ในปริมาณพอเหมาะหลีกเลี่ยงการใช้ผงชูรสเนื่องจากสารปรุงรสเหล่านี้มีส่วนประกอบของโซเดียมซึ่งทำให้ความดันโลหิตสูงอาจทำให้มีการสะสมน้ำในร่างกาย ทำให้เกิดภาวะบวมน้ำ หัวใจและไตทำงานหนักมากขึ้นปริมาณโซเดียมที่แนะนำให้กินในแต่ละวันไม่ควรเกิน 2400 มิลลิกรัม (ดูตารางประกอบ)

        การแสดงปริมาณโซเดียมในเครื่องปรุง

        น้ำปลา

  • หนึ่งหน่วยบริโภค - 1 ช้อนโต๊ะ
  • โซเดียม (ม.ก.) - 1160- 1490

        ซีอิ้วขาว

  • หนึ่งหน่วยบริโภค - 1 ช้อนโต๊ะ
  • โซเดียม (ม.ก.) - 960-1460

        ซอสหอยนางรม

  • หนึ่งหน่วยบริโภค - 1 ช้อนโต๊ะ
  • โซเดียม (ม.ก.) - 420-490

        กะปิ

  • หนึ่งหน่วยบริโภค - 1 ช้อนโต๊ะ
  • โซเดียม (ม.ก.) - 1430-1490

        เกลือ

  • หนึ่งหน่วยบริโภค - 1 ช้อนโต๊ะ
  • โซเดียม (ม.ก.) - 2000

        ผงชูรส

  • หนึ่งหน่วยบริโภค - 1 ช้อนโต๊ะ
  • โซเดียม (ม.ก.) - 492

        น้ำพริกเผา

  • หนึ่งหน่วยบริโภค - 1 ช้อนโต๊ะ
  • โซเดียม (ม.ก.) - 410

        น้ำพริกตาแดง

  • หนึ่งหน่วยบริโภค - 1 ช้อนโต๊ะ
  • โซเดียม (ม.ก.) - 560

ข้อควรหลีกเลี่ยง

  • หลีกเลี่ยงอาหารที่เค็มจัด เช่น อาหารแปรรูปต่างๆ ไส้กรอก กุนเชียง แฮม หมูแผ่นหมูหยอง ผักดองต่างๆ เต้าหู้ยี้ ปลาเค็ม ไข่เค็ม เป็นต้น
  • หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง อาหารที่ใช้น้ำมันปริมาณมากโดยเฉพาะอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวและโคเลสเตอรอลสูง เช่น เนื้อสัตว์ติดมันไขมันจากสัตว์ น้ำมันมะพร้าว น้ำมันปาล์ม กะทิ
  • จำกัดน้ำมันในการประกอบอาหาร และควรเลือกใช้น้ำมันพืชในการประกอบอาหาร
  • รับประทานผักและผลไม้เป็นประจำ
  • ดื่มนมพร่องมันเนย หรือผลิตภัณฑ์จากนมพร่องมันเนย เช่น โยเกิร์ตไขมันต่ำเป็นประจำ

การออกกำลังกายที่เหมาะสมสำหรับผู้ที่มีความดันโลหิตสูง

ประเภท    ควรเน้นการออกกำลังกายแบบที่มีการเคลื่อนไหวร่างกายโดยใช้กล้ามเนื้อ มัดใหญ่อย่างต่อเนื่อง เช่น เดิน วิ่งเหยาะ ว่ายน้ำ ขี่จักรยาน  เต้นแอโรบิก รำมวยจีน หากมีปัญหาปวดเข่า ข้อเท้า หรือสะโพกไม่สามารถออกกำลังที่ต้องอาศัย การยืนลงน้ำหนัก ควรเลือก  ออกกำลังในน้ำ เช่น เดิน วิ่ง เต้นแอโรบิกในน้ำ หรือขี่จักรยาน แต่ต้องปรับระดับอานจักรยานให้เหมาะสม

ความถี่     อย่างน้อย 3 วันต่อสัปดาห์ หรือวันเว้นวัน

ระยะเวลา    ทำต่อเนื่องนาน 20 นาที ถึง 60 นาที

ระดับ    ให้เหนื่อยพอสมควร ยังพอพูดและคุยได้อย่าให้เหนื่อยมากจนพูดไม่ออก

        สำหรับผู้ที่ไม่เคยออกกำลังกาย หรือออกกำลังไม่สม่ำเสมอควรเริ่มต้นโดยการออกกำลังแบบเบาๆ ก่อน และค่อยๆ เพิ่มระยะเวลาดังนี้

                 สัปดาห์ที่ 1 วันละ 1-2 ครั้ง  ครั้งละ 10-15 นาที 

                 สัปดาห์ที่ 2 วันละ 1-2 ครั้ง  ครั้งละ 15-20 นาที

                 สัปดาห์ที่ 3 วันละ 1-2 ครั้ง ครั้งละ 20-25 นาที

                 สัปดาห์ที่ 4 วันละ 1-2 ครั้ง ครั้งละ 25-30 นาที

        ถ้าเริ่มออกกำลังต่อเนื่องได้นาน 30 นาที ครั้งต่อไปให้เริ่มออกกำลังในระดับที่หนักขึ้น หลังสัปดาห์ที่ 5-6 ค่อยๆ เพิ่มระยะเวลาจนได้ 30-60 นาที ทำวันละ  1 รอบ หรือวันเว้นวันขั้นตอนการออกกำลังกายควรปฏิบัติตามหลักการออกกำลังกายที่ถูกต้อง คือมีช่วงอบอุ่นร่างกาย ช่วงออกกำลังกาย และช่วงชะลอ นอกจากนั้นควรเพิ่มกิจกรรมทางกายในชีวิตประจำวัน เช่น การทำงานบ้าน ทำสวน ล้างรถ ถ้าเดินทางในระยะใกล้ๆ ใช้วิธีเดินแทนการนั่งรถ เป็นต้น จะมีผลช่วยป้องกันและควบคุมความดันโลหิตสูงได้ดีขึ้น

วิตามินและสารอาหารที่แนะนำในการดูแลหัวใจและภาวะความดันโลหิตสูง      

        1. โคเอนไซม์คิวเทน เป็นสารสำคัญในการสร้างพลังงานพื้นฐานของเซลล์ในร่างกายและโดยเฉพาะหัวใจ ช่วยลดอนุมูลอิสระที่จะทำลายไนตริก ออกไซด์ซึ่งมีคุณสมบัติขยายหลอดเลือด ขนาดรับประทานที่แนะนำ คือ วันละ 100 มิลลิกรัม

         2. น้ำมันปลา ช่วยควบคุมระดับไขมันในหลอดเลือด ลดการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด ทำให้การไหลเวียนเลือดดีขึ้น ขนาดรับประทานที่แนะนำ พิจารณาจากปริมาณ EPA+DHA ต้องได้รับวันละ 3,000 มิลลิกรัม 

         3. น้ำมันกระเทียม ช่วยควบคุมระดับไขมันในหลอดเลือด ลดการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด ทำให้การไหลเวียนเลือดดีขึ้น ขนาดรับประทานที่แนะนำ คือวันละ 2- 5 มิลลิกรัม

แชร์เลย!

เคล็ดลับการดูแลสุขภาพที่เกี่ยวข้อง


การป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือดอุดตัน

ภาวะไขมันในเลือดสูง เป็นสาเหตุหลักที่ก่อให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจและสมองอุดตัน ซึ่งควรจะต้องระวังและป้องกัน เนื่องจากในปัจจุบันแต่ละปี คนไทยประมาณ 60,000 - 100,000 คน เสียชีวิตอย่างกระทันหันจากอาการหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน และคนไทยอีกกว่า 39 ล้านคน


การดูแลสุขภาพกับปัญหาหัวใจและหลอดเลือด

สารอาหารที่จำเป็นต่อการดูแลหัวใจและหลอดเลือด โคเอนไซม์ คิวเทน มีความสำคัญมากในการสร้างพลังงานพื้นฐานของเซลล์ ทำให้เนื้อเยื่อและอวัยวะต่างๆ ของร่างกายทำงานเป็นปกติ พบมากในอวัยวะที่ต้องการพลังงานสูง