เคล็ดลับการดูแลสุขภาพ

เบต้าคาร์โรทีนและคาร์โรทีนอยด์

ดูแลสุขภาพ ด้วยเบต้าคาร์โรทีนและคาร์โรทีนอยด์

        ค่านิยมของคนไทย ส่วนใหญ่นิยมทำให้ผิวขาวกันมากขึ้น แต่หารู้ไม่ว่า ผิวขาวที่หลายๆคนปรารถนานั้นยิ่งมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งผิวหนังมากกว่า ผิวที่ขาวขึ้นจะไวต่อรังสียูวีมากขึ้นนั่นเอง ประกอบกับสภาวะอากาศเมืองไทย เริ่มร้อนขึ้นเรื่อยๆโดยเฉพาะช่วยฤดูร้อน จะยิ่งมีรังสียูวีที่เข้มกว่าช่วงฤดูอื่นๆอีก นั่นหมายความว่า ถ้าป้องกันไม่เพียงพอ ก็จะเกิดการทำลายผิวหนังได้ง่ายขึ้นนั่นเอง

        รังสียูวี เป็นตัวก่อปัญหาสร้างอนุมูลอิสระได้ง่าย เป็นตัวการหลักที่ทำลายเซลล์ต่างๆของร่างกาย แม้กระทั่งเซลล์ผิวจนก่อเกิดมะเร็งผิวหนังได้   อันตรายจากรังสียูวี (อัลตร้าไวโอเลต) ได้แก่

  • ผลต่อผิวพรรณ

                รังสี UV ทำลายเซลล์ผิวหนังให้ตาย จนหลุดลอกออกมา

                รังสี UV ทำลายคอลลาเจน ส่งผลให้ความยืดหยุ่นของผิวหนังเสียไป ผิวหนังแห้งเหี่ยวจนกลายเป็นริ้วรอย

                รังสี UV ทำลาย DNA ทำให้พันธุกรรมเซลล์ผิวหนังเปลี่ยนไป พัฒนาไปเป็นเซลล์มะเร็งในที่สุด

  • ผลต่อภูมิคุ้มกัน

        ทำลายโครงสร้างของเซลล์ เกิดอนุมูลอิสระทำลายเซลล์ต่างๆร่างกาย จนเกิดความเสื่อมสภาพของเซลล์

  • ผลต่อดวงตา

        เกิดอันตรายกับเนื้อเยื่อต่างๆของดวงตา ตั้งแต่ หนังตาชั้นนอกสุดที่เกิดรอยตีนกา ไปจนถึงชั้นในสุด โรคตาที่เกิดจากการทำลายของแสงได้แก่ ต้อลม ต้อเนื้อ กระจกตาเป็นฝ้า ต้อกระจก จอประสาทตาเสื่อม อาทิโดนรังสี UV ระยะสั้นๆบนชายหาด อาจเกิดกระจกตาอักเสบได้ หรือได้รับรังสี UV นานๆเป็นประจำก็อาจเป็นต้อเนื้อได้ โดยเฉพาะรังสืUVB จำทำลายเลนส์แก้วตา จนเกิดโรคต้อกระจกและเกิดจอประสาทตาเสื่อม (Age – Related Macular Degeneration) ได้ในที่สุด

        ปัจจุบันสุขภาพร่างกายของคนเรามีภาวะเสี่ยงต่อการเป็นโรคมากมาย ด้วยสภาวะอากาศที่เปลี่ยนแปลง ด้วยสภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป ทำให้หลายคนลืมใส่ใจดูแลสุขภาพตนเอง ถึงเวลาที่ทุกคนควรจะหันมาดูแลเอาใจใส่มากยิ่งขึ้น สิ่งหนึ่งที่มีความสำคัญมากในการดูแลรักษาสุขภาพ คือ การรับประทานอาหารที่ให้ประโยชน์แก่ร่างกายเป็นประจำสม่ำเสมอ ปัจจุบันมีการค้นพบคุณค่าสารอาหารธรรมชาติที่ให้ประโยชน์ต่อร่างกายและผิวพรรณเป็นอย่างยิ่ง นั่นคือ เบต้าคาร์โรทีนและคาร์โรทีนอยด์

        คาร์โรทีนอยด์(Carotenoid) เป็นสารประกอบตามธรรมชาติที่มีอยู่ในพืชผัก ผลไม้ ที่ทำให้มีสีแดง สีส้ม สีเขียว และสีเหลือง เช่น แครอท แคนตาลูป ผักโขม ฟักทอง สาหร่าย ที่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระที่เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดการเสื่อมของเซลล์และอวัยวะต่างๆ สารกลุ่มคาร์โรทีนอยด์มีมากกว่า600 ชนิด แต่มีเพียงแค่ 6 ชนิดที่ร่างกายนำมาใช้ในกระแสเลือดและเนื้อเยื่อ ที่รู้จักกันดีคือ เบต้าคาร์โรทีน (Beta-carotene)ซึ่งมีฤทธิ์สูงสุด นอกจากนั้นได้แก่ อัลฟาคาร์โรทีน (Alpha-carotene)   คริปโตแซนทิน (Cryptoxanthin)    ไลโคปีน (Lycopene)  ลูทีน (Lutein) และซีแซนทิน (Zeaxanthin)    โดยคาร์โรทีนอยด์แต่ละชนิดจะทำงานสนับสนุนกันในการออกฤทธิ์เพื่อประโยชน์ต่อร่างกายในด้านต่างๆ ดังนั้นนอกจากเราจะต้องรับประทานผัก ผลไม้ ในปริมาณสูงแล้ว ยังต้องให้ได้หลายหลายชนิด เพื่อให้ได้คาร์โรทีนอยด์ครบอีกด้วย

หน้าที่สำคัญของเบต้าคาร์โรทีนและคาร์โรทีนอยด์

  • การปกป้องผิวพรรณจากการถูกทำลายด้วยรังสียูวีจากแสงแดด เป็นที่ทราบกันดีว่า รังสี UVจากแสงแดด เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดผิวอักเสบ ร้อนแดง ผิวไหม้แดด ผิวหยาบกร้าน หมองคล้ำ ไม่สดใส พบว่าการได้รับ เบต้าคาร์โรทีนต่อเนื่อง เม็ดสีของเบต้าคาร์โรทีนจะสะสมชั้นใต้ผิวหนัง จะช่วยปกป้องผิวพรรณที่อาจเกิดอันตรายจากแสงแดดดังกล่าวได้
  • ช่วยในการต้านสารอนุมูลอิสระ (Antioxidant) อนุมูลอิสระ เป็นสารที่เกิดขึ้นในร่างกายตลอดเวลา ทั้งจากปัจจัยภายในร่างกาย เช่น ความเครียด ปฏิกิริยาต่างๆ หรืออาจถูกกระตุ้นให้เกิดมากขึ้นจากปัจจัยภายนอกร่างกาย เช่น แสงแดด มลภาวะ บุหรี่ พบว่า เบต้าคาร์โรทีนและคาร์โรทีนอยด์มีคุณสมบัติในการทำลายอนุมูลอิสระได้อย่างดี จึงช่วยปกป้องเซลล์ เนื้อเยื่อและอวัยะต่างๆ ของร่างกายจากอนุมูลอิสระ ที่เป็นสาเหตุสำคัญนำไปสู่การเกิดโรคเรื้อรัง เช่น การแก่ก่อนวัย โรคมะเร็ง โรคระบบหัวใจและหลอดเลือด โดยพบว่าหากรับประทานเบต้าคาร์โรทีนร่วมกับวิตามินอีและวิตามินซี จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการปกป้องเซลล์เนื้อเยื่อและอวัยวะต่างๆ ของร่างกายได้ดียิ่งขึ้น  นอกจากนี้เบต้าคาร์โรทีนสามารถให้ผลกระตุ้นเซลล์ภูมิต้านทานในร่างกาย (T-helper cell) ให้มีประสิทธิภาพการทำงานต้านสิ่งแปลกปลอมได้ดีขึ้น
  • เปลี่ยนเป็นวิตามิน เอ เมื่อร่างกายต้องการ (Pro vitamin A) เบต้าคาร์โรทีน จัดว่าเป็นสารอาหารที่มีความสำคัญ โดยเฉพาะกรณีที่ร่างกายได้รับวิตามินเอไม่เพียงพอ ซึ่งวิตามินเอมีความสำคัญมากต่อดวงตาในการช่วยให้เรามองเห็นในที่มืด ช่วยบำรุงสายตา ป้องกันโรคตาบอดกลางคืน (Night blindness) ป้องกันการเกิดต้อกระจก พบว่า เบต้าคาร์โรทีนจะถูกเปลี่ยนเป็นวิตามินเอได้ดีเท่าที่ร่างกายต้องการ ดังนั้นเบต้าคาร์โรทีนจึงช่วยการมองเห็นในที่มืด ป้องกันโรคตาบอดตอนกลางคืน ลดความเสี่ยงในการเกิดต้อกระจก และชะลอการเสื่อมของจอประสาทตา

ทำไมจึงต้องเสริมเบต้าคาร์โรทีนและคาร์โรทีนอยด์

        เนื่องจากร่างกายเราไม่สามารถสังเคราะห์ได้เอง จำเป็นต้องได้รับจากอาหารหรือวิตามินเสริมเท่านั้น ในแต่ละวัน เรามักได้รับเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เนื่องจากเบต้าคาร์โรทีนและคาร์โรทีนอยด์ที่ได้จากอาหารมีการดูดซึมไม่แน่นอน เบต้าแคโรทีนจะถูกทำลายได้โดยง่าย จากความร้อนในการประกอบอาหาร หรือกรณีที่ได้จากอาหารที่ไม่ผ่านการปรุง จะมีการดูดซึมได้ไม่เกิน 5 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากจะมีการจับตัวกับสารโพลีแซคคาไรด์และโปรตีนในรูปสารประกอบเชิงซ้อน  อีกทั้งร่างกายของคนเราจะสามารถดูดซึมเบต้าแคโรทีนไว้ได้เพียง ร้อยละ 25-27 เท่านั้น จึงไม่เพียงพอที่จะสามารถป้องกันการเกิดโรคได้นั่นเอง ประกอบกับบางคนไม่ชอบบริโภคผัก หรือผลไม้ ทำให้มีโอกาสขาดสารอาหารดังกล่าวมากขึ้น เพื่อให้ร่างกายได้รับประโยชน์จากเบต้าคาร์โรทีน อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ศาสตราจารย์ แอนโทนี ดิพล็อก แนะนำให้รับประทานเบต้าคาร์โรทีน วันละ 15 มิลลิกรัม(9,10)

        นอกเหนือจากผักและผลไม้ซึ่งเป็นแหล่งของเบต้าคาร์โรทีนและคาร์โรทีนอยด์แล้วนั้น ในปัจจุบันมีการพัฒนาสารสกัดจากสาหร่ายดีซาลีนา ซึ่งเป็นแหล่งวัตถุดิบคุณภาพสูงที่อุดมด้วยเบต้าคาร์โรทีนและคาร์โรทีนอยด์ผสมกัน ซึ่งช่วยการทำงานร่วมกันทำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ใครบ้างที่ควรได้รับเบต้าคาร์โรทีนและคาร์โรทีนอยด์เพิ่มเติม

  • ผู้ที่ต้องการปกป้องผิวจากแสงแดด'
  • ผู้ที่ต้องการดูแลผิวพรรณ ยังพบว่าเบต้าคาร์โรทีนส่งผลให้เซลล์ผิวที่สร้างขึ้นมาใหม่มีสุขภาพผิวที่ดีด้วย
  • ผู้ที่ต้องการชะลอความเสื่อมของเซลล์ เนื้อเยื่อและอวัยวะต่างๆ ใช้ร่วมกับวิตามินอีและวิตามินซี ยิ่งเสริมประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
  • ผู้สูงอายุ เพื่อเป็นการป้องกันโรคอันเนื่องจากความเสื่อมของอวัยวะ โดยเฉพาะดวงตา
  • ผู้ที่ต้องการบำรุงสายตา ป้องกันโรคตาบอดกลางคืน ผู้ที่เสี่ยงต่อการเป็นต้อกระจก

ขนาดรับประทานที่แนะนำ : รับประทาน วันละ 15-30 มิลลิกรัม หลังอาหาร ตัวอย่างผลการศึกษาประโยชน์ของเบต้าคาร์โรทีน

  • การศึกษาในผู้ใหญ่ 36 คน ที่รับประทานเบต้าคาร์โรทีน ซึ่งสกัดจากสาหร่ายดีซาลีนา หรือคาร์โรทีนอยด์ผสม วันละ 24 มิลลิกรัม เป็นเวลา 12 สัปดาห์ พบว่ามีประสิทธิภาพในการช่วยปกป้องผิวจากแสงแดดได้เช่นเดียวกัน(11)
  • การศึกษาในอาสาสมัคร20คน แบ่งเป็น 2กลุ่ม รับประทาน Natural Betacarotene 30 มก/วัน เป็นเวลา 10 สัปดาห์ และตากแดดภายใต้การควบคุมเป็นเวลา 2 สัปดาห์ (ทาครีมกันแดดตามปกติ) พบว่า กลุ่มที่รับประทาน Natural Betacarotene มีอาการผิวหนังแดงเนื่องจากโดนแดด น้อยกว่า (12)
  • การศึกษาในผู้หญิงอายุ 29,000 คน ที่ได้รับเบต้าคาร์โรทีนสัปดาห์ละ 7,000 ไมโครกรัม ในระหว่างการตั้งครรภ์ จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคตาบอดกลางคืนได้ 50 %(13)
  • การศึกษาในอาสาสมัคร 52 คน ที่ได้รับเบต้าคาร์โรทีน วิตามินอี และวิตามินซี พบว่าสามารถปกป้องเซลล์เม็ดเลืองแดงจากการทำลายด้วยอนุมูลอิสระได้ดีกว่าผู้ที่ไม่ได้รับสารต้านอนุมูลอิสระ(14)

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเบต้าคาร์โรทีน คลิกที่นี่

แชร์เลย!

เคล็ดลับการดูแลสุขภาพที่เกี่ยวข้อง


การดูแลและป้องกันปัญหาผิวพรรณ

สภาพผิวและปัญหาของผิว ผิวแห้ง ผิวที่แห้ง จะมีความสามารถในการเก็บกักน้ำได้น้อย ผิวจึงขาดความชุ่มชื้น เป็นผลให้เกิดปัญหาเรื่องริ้วรอย บางรายเสี่ยงต่อภาวะผิวหนังอักเสบได้ง่าย จึงต้องมีการดูแลเป็นพิเศษ ผิวมันมักมีรูขุมขนโต


การดูแลและบำรุงดวงตา

ดวงตา เป็นอวัยวะที่มีความละเอียดอ่อน ซับซ้อน และยังเป็นอวัยวะที่ต้องกระทบกับแสงแดดโดยตรงเป็นประจำทุกวัน และด้วยวิถีชีวิตปัจจุบัน ต้องทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ ทำให้เสี่ยงต่อโรคจอประสาทตาเสื่อมและต้อกระจกมากขึ้น และนำไปสู่สาเหตุการตา


ดูแลดวงตา ด้วยสารอาหารจากธรรมชาติ

ดวงตา เป็นอวัยวะที่บอบบาง ซับซ้อนละเอียดอ่อน และมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรับรู้สิ่งต่างๆ รอบตัว แต่ด้วยสภาพแวดล้อมและการดำเนินชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปเช่น แสงอุลตร้าไวโอเลตจากแสงแดด