เคล็ดลับการดูแลสุขภาพ

หยุด! กระดูกพรุน ด้วยแคลเซียมและจมูกถั่วเหลือง

โรคกระดูกพรุนคืออะไร

        โรคกระดูกพรุน เกิดจากความหนาแน่นของมวลกระดูกลดลง มีผลจากการที่โครงสร้างภายในของกระดูกถูกทำลายหรือเกิดการสลายตัวจนทำให้เนื้อกระดูกมีลักษณะเป็นรูพรุนคล้ายฟองน้ำ เรียกลักษณะเช่นนี้ว่า ภาวะ “กระดูกพรุน” ซึ่งจะมีผลทำให้กระดูกส่วนต่างๆ มีโอกาสแตกหักได้ง่ายกว่าภาวะปกติ โดยเฉพาะบริเวณกระดูกสันหลัง กระดูกสะโพก และกระดูกข้อมือ

        ทุกวันร่างกายของเราจะมีกระบวนการสร้างมวลกระดูกใหม่ และสลายมวลกระดูกที่หมดอายุออกไปตลอดเวลา ซึ่งเพศหญิงจะสูญเสียเนื้อกระดูกมากกว่าเพศชายถึง 2-3 เท่า เมื่อมีอายุเพิ่มขึ้น ผู้หญิงที่อายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป ปริมาณเนื้อกระดูกจะลดลงอย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับคนวัยอื่น ทั้งนี้มีสาเหตุมาจากการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกาย

ผลกระทบที่เกิดจากโรคกระดูกพรุน

        บุคลิกภาพเปลี่ยนแปลง ปวดหลัง กระดูกสันหลังยุบตัวลง หลังค่อม ตัวเตี้ยลง กระดูกแขนขาเปราะและหักง่าย บางรายอาจมีปัญหาเกี่ยวกับกระดูกข้อมือ กระดูกสะโพก กระดูกสันหลัง ทำให้พิการเดินไม่ได้ จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (WHO) โรคกระดูกพรุนถือเป็นปัญหาสุขภาพอันดับ 2 รองจากโรคของระบบหัวใจและหลอดเลือด

ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงที่จะมีโอกาสเป็นโรคกระดูกพรุน

  • ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะในผู้หญิงผิวขาว รูปร่างเล็ก  มีประวัติว่าคนในครอบครัวกระดูกหักง่าย 
  • คนที่ดื่มสุรา กาแฟ สูบบุหรี่จัด จะมีผลเร่งอัตราการสลายตัวของแคลเซียมออกจากกระดูกเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ยังพบว่าบุหรี่มีผลทำให้ฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกายมีปริมาณลดลง ส่งผลต่อภาวะกระดูกพรุนเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

สารอาหารสำหรับบำรุงกระดูก ได้แก่

  • แคลเซียม ในวัยผู้ใหญ่ที่อายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป ควรรับประทานแคลเซียมให้ได้ 800 – 1,200 มิลลิกรัมต่อวัน  ทำให้กระดูกและฟันแข็งแรง  ป้องกันภาวะกระดูกพรุน แหล่งอาหารที่อุดมด้วยแคลเซียม ได้แก่ นม โยเกิร์ต ถั่วเหลือง
  • แมกนีเซียม มีส่วนสำคัญในการสร้างโปรตีน และช่วยการหดตัวของกล้ามเนื้อ ซึ่งพบมากในถั่วชนิดต่างๆ ธัญพืช แป้ง และอาหารทะเล
  • ทองแดง แมงกานีส สังกะสี แร่ธาตุที่กล่าวมานี้จะเข้ามาช่วยในการทำงานของเอ็นไซม์ในกลไกการสร้างกระดูก และช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกระดูกสันหลังโดยเฉพาะในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน ซึ่งแหล่งอาหารที่อุดมด้วยแร่ธาตุเหล่านี้ ได้แก่ ถั่วเมล็ดแห้ง ถั่วลันเตา ธัญพืช ผักใบเขียว และอาหารทะเล
  • สารสกัดจมูกถั่วเหลือง ที่อุดมไปด้วยไอโซฟลาโวน มีผลต่อความแข็งแรงของกระดูกโดยตรง และช่วยลดการเกิดโรคกระดูกพรุนได้ พบได้จากผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของถั่วเหลือง เช่น เต้าหู้ นมถั่วเหลือง เป็นต้น

สารสกัดจากจมูกถั่วเหลือง สิ่งดีดีเพื่อกระดูกที่แข็งแรงทุกวัน

        สารสกัดจากจมูกถั่วเหลือง นับเป็นแหล่งอาหารตามธรรมชาติที่อุดมไปด้วยสารไอโซฟลาโวนปริมาณสูง ซึ่งมีบทบาทการทำงานคล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกาย โดยสามารถออกฤทธิ์เลียนแบบฮอร์โมนเอสโตรเจน

        สารสกัดจากจมูกถั่วเหลืองที่มีไอโซฟลาโวนสามารถป้องกันภาวะกระดูกพรุนได้ จากการศึกษากลุ่มตัวอย่างที่ได้รับสารสกัดจากจมูกถั่วเหลืองที่มีไอโซฟลาโวนพบว่า มีการสลายตัวของมวลกระดูกน้อยกว่าหรือสามารถเพิ่มมวลกระดูกได้มากกว่ากลุ่มควบคุมที่ไม่ได้รับไอโซฟลาโวน ผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนำให้รับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีส่วนประกอบจากจมูกถั่วเหลืองเพื่อให้ได้รับไอโซฟลาโวนสกัดเข้มข้นมากกว่าการแนะนำให้รับประทานถั่วเหลืองเพียงอย่างเดียว เพราะคุณประโยชน์ที่หลากหลายของสารสกัดที่ได้จากจมูกถั่วเหลือง นอกจากสารสกัดจากจมูกถั่วเหลืองจะมีส่วนช่วยป้องกันภาวะกระดูกพรุนแล้วพบว่าไอโซฟลาโวนในจมูกถั่วเหลืองยังมีประโยชน์อื่นๆ อีก เช่น มีส่วนช่วยยับยั้งการเติบโตของมะเร็งที่เกี่ยวกับฮอร์โมนเพศ ช่วยลดระดับของโคเลสเตอรอลและไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือด ป้องกันโรคหัวใจ และสามารถลดอาการร้อนวูบวาบในหญิงวัยทอง

สารสกัดจากจมูกถั่วเหลือง และวิตามินเกลือแร่บำรุงกระดูก เหมาะกับใคร?

        เหมาะกับผู้ที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป ผู้ที่มีภาวะกระดูกบาง ที่ต้องการเสริมแคลเซียมเพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้กระดูก และ ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน รวมถึงวัยก่อนหมดประจำเดือนที่ต้องการเพิ่มความแข็งแรงให้กระดูก ยังไม่สายเกินไป ที่จะหันมาดูแลสุขภาพและร่างกายของตัวเอง จะได้แข็งแรงไปด้วยกัน 

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ จมูกถั่วเหลือง คลิก

แชร์เลย!

เคล็ดลับการดูแลสุขภาพที่เกี่ยวข้อง


สุขภาพดี เริ่มต้นที่กระดูกแข็งแรง

กระดูก เป็นอวัยวะที่มีชีวิต มีการผลัดเซลล์กระดูกเก่าและสร้างเซลล์ใหม่อยู่เสมอเพื่อคงความยืดหยุ่นที่ดีของกระดูก ทำให้กระดูกยังสามารถรับน้ำหนักตัว รับแรงกระแทก ไม่เปราะ และแตกหักง่าย


แคลเซียมกับการเกิดโรคกระดูกพรุน

วันหนึ่ง คนไทย ต้องได้รับแคลเซียม 800-1,500 มก.แต่ปัจจุบัน คนไทยได้รับแคลเซียมเฉลี่ยเพียง 361 มก.เท่านั้นซึ่งไม่เพียงพอ หากร่างกายเราได้รับ แคลเซียมไม่เพียงพอ ร่างกายจะดึงแคลเซียมที่สะสมในกระดูกมาใช้ เมื่อเกิดขึ้นเป็นประจำ