เคล็ดลับการดูแลสุขภาพ

รู้ได้อย่างไร “ดื่มน้ำ” เพียงพอแล้วหรือยัง

รู้ได้อย่างไรดื่มน้ำเพียงพอแล้วหรือยัง

เรามักได้ยินอยู่เสมอว่าควรดื่มน้ำอย่างน้อย 6-8 แก้วต่อวัน ซึ่งเท่ากับปริมาณ 1.2 ลิตร หรือ 1,200 มิลลิลิตร ขณะที่ปริมาณน้ำที่ควรบริโภคตามที่แพทย์แนะนำเพื่อสุขภาพที่ดีนั้นอยู่ที่ 2 ลิตรต่อวัน  หรือ 2,000 มิลลิลิตร แต่ให้รวมถึงน้ำที่มาจากอาหาร หรือเครื่องดื่มต่างๆ ด้วยนั่นหมายความว่า ชา และกาแฟ ก็ถูกนับรวมเป็นน้ำที่ดื่มเข้าไปด้วย แม้ว่าจะมีคาเฟอีนอยู่ แต่ก็จะถูกขับออกทางปัสสาวะอยู่ดี เช่นเดียวกับน้ำผลไม้ และเครื่องดื่มน้ำอัดลมที่นับรวมด้วยเช่นกัน แต่ต้องระวังเรื่องปริมาณน้ำตาล และปริมาณแคลอรี่จากเครื่องดื่มเหล่านี้เป็นพิเศษ หากไม่อยากให้เกิดปัญหาสุขภาพอื่นๆ ตามมาทั้งนี้ สิ่งที่จะเป็นตัวชี้วัดหรือบอกเราได้ว่า ดื่มน้ำในแต่ละวันเพียงพอแล้วหรือยัง คือ “สีของปัสสาวะ” หากดื่มน้ำในปริมาณที่เพียงพอ สีของปัสสาวะจะเป็นสีเหลืองอ่อนๆ  แต่ถ้าปัสสาวะเป็นสีเหลืองเข้ม นั่นหมายความว่า เราดื่มน้ำน้อยเกินไปนอกจากนี้ อาการเหนื่อยล้า ปวดศีรษะ และไม่ค่อยมีสมาธิในการทำงาน ก็เป็นสัญญาณเตือนด้วยเช่นกันว่า ร่างกายอยู่ในสภาวะที่เริ่มขาดน้ำแล้ว  เพราะฉะนั้นควรจะหากระบอกน้ำไว้ติดตัวเสมอ เพื่อดื่มให้เพียงพอกับที่ร่างกายต้องการขณะที่การดื่มน้ำมากเกินไปก็ต้องระวังด้วยเหมือนกัน เพราะอาจทำให้เกิดภาวะ “น้ำเป็นพิษ” ได้ ซึ่งจะทำให้เกลือโซเดียมในเลือดต่ำกว่าระดับปกติ ส่งผลให้มีน้ำส่วนเกินคั่งค้างอยู่ในร่างกายมากเกินกว่าที่ขับออกได้

วิธีดื่มน้ำ ดื่มน้ำรักษาโรค ดื่มน้ำผิดวิธี ดื่มน้ำถูกวิธี

จุดประสงค์ เพื่อ

 1. ให้ร่างกายได้รับน้ำเพียงพอ ไม่มากหรือน้อยจนเกินไป

2. ลดโรคที่เกิดจากการดื่มน้ำผิดวิธี น้อย หรือมากจนเกิน

3. ทำให้ร่างกายย่อยอาหารที่กินเข้าไปได้ดีขึ้น

4. ปรับสมดุลระบบย่อยอาหาร

ดื่มน้ำถูกวิธี (ดื่มน้ำให้ เพียงพอ ไม่มาก หรือ น้อยจนเกินไป) เป็นสิ่งที่สำคัญในการดูแลสุขภาพ ปริมาณน้ำที่แพทย์แนะนำให้ดื่มในแต่ละวันคือ แต่อย่างไรก็ตาม ปริมาณน้ำที่ร่างกายต้องการจริงๆนั้นแต่ละคนไม่เหมือนกัน (ธาตุแต่ละคนไม่เหมือนกัน ) ทางเดียวที่จะรู้ได้คือต้องสังเกตตัวเอง บางท่านทานอาหารที่มีส่วนผสมของน้ำเยอะก็จะต้องการน้ำน้อยกว่าคนปรกติ บางท่านเสียเหงื่อเยอะร่างกายก็ต้องการน้ำมากกว่าคนปรกติ 

ดื่มน้ำผิดวิธี ดื่มน้ำไม่เพียงพอ หรือ เยอะเกินไป เป็นสาเหตุของโรคที่คุณคาดไม่ถึง คุณเชื่อหรือไม่ว่าการ ดื่มน้ำผิดวิธีนั้นเป็นสาเหตุหลักของหลายๆโรคในปัจจุบันที่คนคาดไม่ถึง เช่น กรดไหลย้อน ร้อนใน ภูมิแพ้ ปวดตามอวัยวะต่างๆ เบาหวาน ๆลๆ

ดื่มน้ำผิดวิธี

การดื่มน้ำผิดวิธีจะส่งผลให้อวัยวะต่างๆทำงานไม่ดี ร่างกายเสียสมดุล เมื่อร่างกายเสียสมดุลร่างกายก็จะเสื่อมเร็ว พอร่างกายเสื่อมโรคต่างๆก็ตามมาครับ ยกตัวอย่างเช่นการดื่มน้ำมากจนเกินไประหว่างรับประทานอาหารจะทำให้ร่างกายย่อยอาหารไม่ดี (ความมากน้อยของน้ำที่แต่ละคนจะทานระหว่างมื้ออาหารขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย และ ธาตุตามธรรมชาติของแต่ละคน เช่น คนที่ร่างกายแห้ง ธาตุลม สามารถทานอาหารที่มีส่วนผสมของน้ำได้ค่อยข้างมาก ส่วนคนที่ร่างกาย ชื้น ไฟย่อยอาหารต่ำ ร่างกายเย็น ก็จะทานน้ำในระหว่างมื้อาหารได้น้อยกว่า เป็นต้น) ตามหลักของแพทย์แผนไทยและจีน ระบบย่อยอาหารจะทำงานได้ดีนั้นต้องอาศัยธาตุไฟในการย่อย การดื่มน้ำมาก หรือ รับประทานอาหารฤทธิ์เย็นมากจนเกินไป ระหว่างมื้ออาหารจะ ไปดับไฟย่อยอาหารทำให้อาหารถูกย่อยไม่ดี พออาหารถูกย่อยไม่สมบูรณ์ ร่างกายก็ดูดซึมสารอาหารได้ไม่เต็มที่ (ขาดสารอาหาร) อาหารที่ย่อยไม่ได้ก็มีสิทธิ์หลุดเข้าไปในลำไส้ (สาเหตุของภูมิแพ้) ยิ่งไปกว่านั้นพอกระเพราะอาหารทำงานไม่ดี เส้นลมปราณกระเพราะอาหารจะวิ่งติดขัดส่งผลให้ ปวดเมื่อยขา เป็นตะคริว ปวดสันหน้าแข้ง ๆลๆ ร่างกายของมนุษย์เรานั้นมีองค์ประกอบของน้ำ 50-70% ไม่ว่าจะเป็นภายในเซลล์ ตามอวัยวะต่างๆ ระบบการทำงานของร่างกายทั้งหมด หรือเลือดที่มีน้ำเป็นส่วนประกอบ ทั้งยังเป็นสารอาหารที่สำคัญของมนุษย์ในการดำรงชีวิตในทุกช่วงทุกวัย การดื่มน้ำบ่อยนั้นก็เป็นการสร้างเสริมสุขภาพที่ดี แต่ก็ควรมีระยะเวลาในการดื่มน้ำ และวิธีดื่มน้ำตามที่ร่างกายของมนุษย์สมควรได้รับ

ดื่มน้ำอย่างไร ให้สุขภาพดี

  • ตื่นนอนตอนเช้าควรจะดื่มน้ำอุ่น เพราะน้ำอุ่นดื่มง่ายกว่าน้ำธรรมดา และอุณหภูมิของน้ำที่ดื่มไม่ต่ำกว่าอุณหภูมิของร่างกาย จึงไม่เป็นการไปดึงอุณหภูมิร่างกายให้เย็นลง หรืออาจเป็นน้ำที่อุณหภูมิห้องก็ได้ ควรดื่ม 1-3 แก้วให้ได้อย่างต่ำ 500-750 มิลลิลิตร ช่วงเวลาหลังตื่นนอนเป็นช่วงที่มีความเข้มข้นของเลือดสูง ร่างกายและเลือดจะมีลักษณะขาดน้ำ และเพื่อกระตุ้นระบบขับถ่าย
  • 15 นาทีก่อนอาหาร ระหว่างทานอาหาร และหลังทานอาหาร 30 นาที ทั้ง 3 เวลานี้ ดื่มน้ำรวมกันทั้งหมดไม่ควรเกินครึ่งแก้ว เพราะหากดื่มน้ำมากเกินไประหว่างทานอาหารจะทำให้น้ำย่อยในกระเพาะเจือจางลง ส่งผลต่อระบบการย่อยอาหารร่างกายย่อยอาหารได้ไม่ดี
  • ช่วงเวลาประมาณ 9 โมงถึง 10 โมงเช้า ควรดื่มน้ำให้ได้ 2 แก้ว ช่วงนี้เป็นช่วงที่มีของเสียเกิดขึ้น เพราะร่างกายได้ทํางานไประยะหนึ่งแล้ว ควรดื่มน้ำเพื่อมาชําระของเสียเหล่านั้นออกไป
  • ตลอดทั้งวัน ดื่มน้ำทีละนิด แบบจิบทีละ 2 – 3 อึก จิบบ่อยๆ ดีกว่าการดื่มน้ำครั้งละมากๆ เพราะเป็นการเพิ่มภาระให้กับระบบย่อยอาหาร และระบบขับถ่าย
  • ก่อนนอนให้ดื่มน้ำอีก 1-2 แก้ว ให้มากกว่า 250 มิลลิลิตร เพื่อให้น้ำที่ดื่มไหลเวียนชะล้างสิ่งตกค้างในลําไส้และกระเพาะอาหาร ถ้าเป็นน้ำอุ่นจะยิ่งช่วยให้หลับสบายยิ่งขึ้น

 ประโยชน์ของการดื่มน้ำ

1. ช่วยบำรุงสุขภาพผิวให้ดีขึ้น เพิ่มความชุ่มชื้น ป้องกันเรื่องริ้วรอยและผิวแห้งกร้าน

2. ช่วยเพิ่มความสดชื่นให้แก่ร่างกาย

3. ปรับสมดุลให้แก่ร่างกาย

4. ช่วยให้ระบบการหมุนเวียนของเลือดทำงานได้ดีขึ้น

5. ควบคุมอุณหภูมิของร่างกายให้คงที่

6. ข้อต่อต่างๆ ในร่างกายทำงานได้ดียิ่งขึ้น

7. ระบบการย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น

8. ช่วยให้อวัยวะภายในร่างกายต่างๆ ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น หัวใจ ไต เป็นต้น

9. ระบบขับถ่ายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 น้ำคือสิ่งที่ร่างกายมนุษย์ต้องการมากที่สุด เป็นยารักษาโรคที่ดีที่สุด เพื่อสุขภาพที่ดียิ่งขึ้น และป้องกันโรคภัยต่างๆ เราจึงควรหันมาใส่ใจกับการดื่มน้ำให้มากยิ่งขึ้น ควบคู่ไปกับการพักผ่อน การทานอาหาร และการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอนะคะ

 วิธีดื่มน้ำ ดื่มน้ำรักษาโรค ที่กล่าวมานี่เป็นแค่โรคที่เกิดจากกระเพาะอาหารทำงานไม่ดี แต่การดื่มน้ำผิดวิธียังส่งผลต่ออวัยวะอื่นอีกเยาะ เช่น

- การดื่มน้ำน้อยจะทำให้เลือดข้น เลือดไหลเวียนไม่สะดวก อุดตัน (เพราะน้ำเป็นส่วนประกอบหลักของเลือด) ลำไส้ก็จะแห้ง ระบบขับถ่ายก็จะไม่ดี

- การดื่มน้ำมากเกินไปจะทำให้อวัยวะต่างๆในร่างกายทำงานหนักโดยเฉพาะไต

จากที่กล่าวมาสรุปได้ว่าการดื่มน้ำผิดวิธี เป็นระยะเวลา นานๆ จะส่งผลให้ร่างกายค่อยๆเสื่อมลง และเป็น 1 ในสาเหตุของโรคครับ

 วิธีดื่มน้ำรักษาโรค

- หลังตื่นนอนตอนเช้าควรจะดื่มน้ำอุ่น หรือ น้ำที่อุณหภูมิห้อง 1-3 แก้ว (ค่อยๆดื่ม) เพราะร่างกายขาดน้ำ และ เพื่อกระตุ้นระบบขับถ่าย

- ระหว่างวันควรดื่มน้ำบ่อยๆ ครั้งละ น้อยๆ ค่อยค่อยดื่ม (ครั้งละไม่เกิน 3 อึก)

- ไม่ควรรอให้หิวน้ำมากแล้วดื่มทีละเยอะๆ เพราะ การดื่มน้ำทีละมากๆร่างกายจะไม่สามารถดูดซึมน้ำได้ทัน

- ควรจะดื่มน้ำอุ่น หรือ น้ำที่อุณหภูมิห้อง (ไม่ควรดื่มน้ำเย็น น้ำแข็ง น้ำอัดลม น้ำหวาน)

- ถ้ามีภาวะร้อนเกินแล้วดื่มน้ำอุ่นแล้วไม่สบายตัวให้ดื่มน้ำที่อุณหภูมิห้องแทน

- 30  นาทีก่อนอาหาร ระหว่างทานอาหาร และหลังทานอาหาร 30 นาที ทั้ง 3 เวลานี้ ไม่ควรดื่มน้ำมากเกินไป 

รวมถึงน้ำผักผลไม้ น้ำแกง น้ำข้าวกล้อง น้ำอัดลม ๆลๆ

แชร์เลย!