เคล็ดลับการดูแลสุขภาพ

ตับ อวัยวะสำคัญ เพื่อสร้างพลังงาน และช่วยกำจัดสารพิษ

ตับ  อวัยวะสำคัญ เพื่อสร้างพลังงาน และช่วยกำจัดสารพิษ

หากจะกล่าวถึงอวัยวะภายในร่างกายที่มีความสำคัญต่อสุขภาพ ตับเป็นอวัยวะหนึ่งที่เราต้องคำนึงถึง เพราะตับเป็นอวัยวะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดภายในร่างกาย ทำหน้าที่ควบคุมสภาพร่างกายให้อยู่ดีมีสุข และทำหน้าที่ขจัดสารพิษออกจากเลือด สร้างภูมิคุ้มกันเพื่อต่อสู้โรคติดเชื้อ ตลอดจนกำจัดเชื้อโรคต่าง ๆ ออกจากเลือด นอกจากนี้ยังทำหน้าที่สร้างโปรตีนที่เป็นส่วนประกอบในการทำให้เลือดแข็งตัว ตลอดจนสร้างน้ำดี ซึ่งทำหน้าที่ในการดูดซึมไขมันและวิตามินชนิดละลายในน้ำมัน

สำหรับโรคร้ายที่เกิดกับตับมีหลายโรคด้วยกัน ยกตัวอย่างเช่น ตับอักเสบ ตับแข็งจากการดื่มสุรา ไขมันสะสมในตับ โรคตับที่เกิดจากเชื้อไวรัส เป็นต้น ซึ่งถ้าเราไม่สนใจในการรักษาตั้งแต่แรกเริ่มก็อาจทำให้โรคตับลุกลามกลายเป็นมะเร็งตับในที่สุด

ปัจจัยที่มีผลให้มีโอกาสเกิดเป็นโรคต่างๆ เกี่ยวกับตับ ได้แก่

1. การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เป็นประจำ เพราะแอลกอฮอล์จะทำให้เกิดความผิดปกติของการใช้โปรตีน ไขมัน และคาร์โบไฮเดรตในตับ ทำให้เกิดภาวะตับอักเสบ และเรื้อรังจนเป็นตับแข็ง

2. การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี หรือซี เรื้อรัง และไม่ได้รับการรักษา ทำให้เกิดภาวะตับอักเสบเรื้อรัง และกลายเป็นตับแข็งหรือเป็นมะเร็งตับ

3. โรคตับอักเสบจากไขมัน เกิดจากภาวะที่มีไขมันสะสมที่ตับเป็นจำนวนมาก อาจจะกระตุ้นให้เกิดการอักเสบเรื้อรังจนกลายเป็นตับแข็งได้ ซึ่งอาจพบร่วมกับโรคบางชนิด เช่น เบาหวาน โรคอ้วน หรือในคนปกติก็ได้

4. การรับประทานยาบางชนิดเป็นระยะเวลานาน เช่น ยาแก้ปวดพาราเซตามอล ทำให้ตับทำงานหนักและมีโอกาสเกิดการอักเสบ 

5. การได้รับสารพิษเข้าสู่ร่างกายเป็นประจำ เช่น สารหนู (arsenic) ทำให้ตับทำงานหนักและเกิดการอักเสบ

การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ทำลายตับได้อย่างไร

โดยทั่วไปแล้วเราทราบกันดีแล้วว่า การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทำให้เกิดโรคตับแข็งได้ อย่างไรก็ตามมิได้หมายความว่าผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์ทุกคนจะต้องเป็นโรคตับแข็งเสมอไป เมื่อลองพิจารณาเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ประเภทต่างๆ พบว่า

ดังนั้นไม่ว่าจะดื่มเครื่องดื่มที่มีความเข้มข้นของแอลกอฮอล์มากหรือน้อย โดยเฉลี่ยแล้วท่านจะได้รับปริมาณแอลกอฮอล์ในระดับใกล้เคียงกัน ในทางการแพทย์ถือว่าการได้รับแอลกอฮอล์ 12 - 15 กรัม เท่ากับปริมาณแอลกอฮอล์ 1 หน่วย ทางวงการแพทย์พบว่า การดื่มแอลกอฮอล์วันละไม่เกิน 2 หน่วยในผู้ชาย และ 1 หน่วยในผู้หญิง ไม่น่าจะก่อให้เกิดผลเสียต่อตับ แต่การดื่มวันละ 5 หน่วยขึ้นไปจะก่อให้เกิดผลเสียต่อตับได้

ผลกระทบของแอลกอฮอล์ที่มีต่อตับนั้นพอจะแบ่งออกได้เป็น 3 ระยะ ได้แก่

ระยะที่ 1 ไขมันสะสมในตับ (Alcoholic Fatty Liver ) มีการสะสมของไขมันโดยเฉพาะอย่างยิ่งไตรกลีเซอร์ไรด์ (Triglyceride) ระยะนี้ส่วนใหญ่มักจะไม่มีอาการใดๆ การตรวจร่างกายอาจพบว่าตับมีขนาดใหญ่ ผิวเรียบ กด ไม่เจ็บ การตรวจเลือดอาจพบความผิดปกติเล็กน้อย ไม่เฉพาะเจาะจง ผู้ป่วยในระยะนี้ถ้าหยุดดื่มสุราตับจะสามารถกลับเป็นปกติได้ 

ระยะที่ 2 ตับอักเสบจากแอลกอฮอล์ (Alcoholic Hepatitis) ในระยะนี้ผู้ป่วยอาจมาพบแพทย์ได้ด้วยอาการหลายแบบ เช่น จุกแน่นที่บริเวณชายโครงด้านขวา หรือมีอาการรุนแรง เช่น อาการดีซ่าน ไข้สูง หรือมีการเปลี่ยนแปลงทางสติสัมปชัญญะตลอดจนตับวายได้ บางครั้งผู้ป่วยอาจมีอาการทางสมอง ได้แก่ อาการสับสน วุ่นวาย หรือ อาจหมดสติ ผู้ป่วยในระยะนี้จะมีภาวะขาดสารอาหารและวิตามิน และเป็นกลุ่มผู้ที่มีโอกาสเสียชีวิตได้สูง การตรวจร่างกายมักพบว่าตับมีขนาดใหญ่และกดเจ็บ เนื้อของตับเริ่มจะแข็งกว่าระยะแรก การตรวจเลือดทางห้องปฏิบัติการจะพบความผิดปกติของการทำงานของตับได้อย่างชัดเจน การรักษาคือการหยุดดื่มโดยเด็ดขาด และควรได้รับอาหารและวิตามินเสริมอย่างเพียงพอ 

ระยะที่ 3  ตับแข็งจากแอลกอฮอล์ (Alcoholic Cirrhosis) เป็นระยะสุดท้ายที่พบว่ามีพังผืดเกิดขึ้นในเนื้อตับ ทำให้ตับมีลักษณะผิวไม่เรียบ ขรุขระ เป็นก้อน ผู้ป่วยมักจะมาพบแพทย์ด้วยอาการดีซ่าน ท้องมาน หรืออาเจียนเป็นเลือดสดๆ เนื่องจากเส้นเลือดขอดในหลอดอาหารแตก  นอกจากนี้ผู้ที่เป็นตับแข็งจะมีโอกาสเสี่ยงในการเกิดมะเร็งของตับเพิ่มขึ้นอีกด้วย ผู้ป่วยระยะนี้ตับจะมีการเสียหายอย่างถาวร และจะไม่สามารถกลับเป็นตับปกติได้อีก การหยุดดื่มจะช่วยป้องกันมิให้เกิดการเสียหายต่อเนื้อตับเพิ่มขึ้นกว่าที่เป็นอยู่แล้ว ควรหยุดดื่มอย่างถาวรและรับประทานอาหารที่มีคุณค่า เนื่องจากผู้ป่วยในระยะนี้มักจะอยู่ในภาวะทุพโภชนาการ

เชื้อไวรัส ทำลายตับได้อย่างไร 

เชื้อไวรัส เป็นสาเหตุของโรคตับอักเสบที่พบบ่อย รองลงมาจากการดื่มแอลกอฮอล์ โดยมีเชื้อไวรัสชนิดต่างๆ ได้แก่ ไวรัสตับอักเสบชนิด เอ บี ดี ชี อี และชนิดที่ไม่ใช่เอและบี โดยชนิดที่พบบ่อย คือ

  • การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ เอ เกิดจากการกินเชื้อเข้าไปทางปาก เช่น อาหาร ผัดสด ผลไม้ น้ำดื่ม ที่ปนเปื้อน เชื้อนี้ ทำไม่สุก ไม่สะอาด ไม่ต้มเดือด เป็นต้น ระยะฟักตัวของเชื้อนี้ ประมาณ 2- 6 สัปดาห์ มีอาการที่ชัดเจนของตับอักเสบเฉียบพลัน เชื้อไวรัสนี้คงทรงอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้นาน บางครั้งจึงพบมีการระบาด ในชุมชน กลุ่มคนที่อยู่รวมกัน เช่น โรงเรียน หอพัก ค่ายทหาร เป็นต้น
  • การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี มีคนเป็นพาหะที่สำคัญ พบในประชากรโลกกว่า 200 ล้านคน ประเทศไทยมีประมาณ 5 ล้านคนที่มีเชื้อไวรัสนี้ในร่างกาย พบเชื้อได้ในเลือด น้ำเหลือง สิ่งคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อ เช่น น้ำอสุจิ น้ำในช่องคลอด น้ำลาย น้ำตา น้ำนม เป็นต้น ทำให้มีโอกาสแพร่เชื้อได้หลายทาง เช่น ทางเพศสัมพันกับผู้ที่เป็นพาหะ ทารกติดจากมารดาระหว่างคลอด ระยะฟักตัวของเชื้อนี้ เฉลี่ย 60 - 90 วัน ร้อยละ 90 ของผู้ป่วยตับอักเสบเฉียบพลันจากไวรัสนี้จะหายเป็นปกติ ส่วนหนึ่งอาจป่วยเป็นตับอักเสบเรื้อรัง ตับแข็ง มะเร็งตับได้ ผู้ที่เป็นพาหะของเชื้อนี้มีโอกาสเสี่ยงของมะเร็งตับสูงกว่าคนทั่วไปถึง 223 เท่า \

สำหรับการรักษาโรคตับอักเสบจากไวรัส ยังไม่มียารักษาโรคโดยตรง เป็นการรักษาตามอาการ ได้แก่ การพักผ่อนเต็มที่ในระยะต้นจะทำให้อ่อนเพลียลดลง งดการออกแรงออกกำลังกาย การทำงาน งดการดื่มสุรา รับประทานอาการอ่อน ย่อยง่าย น้ำหวาน น้ำผลไม้ ควรหลีกเลี่ยงอาการไขมันสูงในระยะที่มีคลื่นไส้ อาเจียนมาก ในรายที่อาการมากอาจให้สารน้ำเข้า เส้นเลือดดำ ให้ยาแก้คลื่นไส้ หรือวิตามิน เป็นต้น

ภาวะไขมันพอกตับที่ไม่ได้มีสาเหตุจากแอลกอฮอล์
 เป็นภาวะที่มีไขมันไปสะสมแทรกอยู่ในเซลล์ตับ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดไขมันสะสมในตับคือ ภาวะอ้วน ไขมันในเลือดสูง โดยเฉพาะไตรกลีเซอร์ไรด์ (triglyceride) และเบาหวาน ผู้ป่วยบางส่วนที่ไขมันทำให้เกิดการอักเสบของตับเกิดกลุ่มอาการที่เรียกว่า nonalcoholic steatohepatitis (NASH)บางรายจะมีอาการปวดแน่นบริเวณใต้ชายโครงขวา อ่อนเพลียและอาจมีตับโตจนคลำได้ ในที่สุดก็จะเป็นตับแข็ง Cirrhosis แต่นักวิทยาศาสตร์ยังอธิบายไม่ได้ว่าทำไมถึงเกิดการอักเสบของตับ พบว่าร้อยละ5-8 ของผู้ป่วยไขมันพอกตับจะกลายเป็นตับอักเสบและตับแข็ง
การรับประทานยาเป็นเวลานาน ทำลายตับได้อย่างไร
 เนื่องจากตับเป็นอวัยวะที่มีหน้าที่ในการกำจัดยาออกจากร่างกาย ดังนั้นการได้รับยาบางชนิดติดต่อกันเป็นเวลานานจะรบกวนการทำงานของตับหรืออาจมีผลอันไม่พึงประสงค์ต่อตับได้ โดยปกติเมื่อได้รับยาเข้าสู่ร่างกาย ตับจะทำหน้าที่ผลิตเอ็นไซม์ที่มีหน้าที่ในการทำปฏิกิริยากับยาและกำจัดส่วนที่เหลือออกจากร่างกาย แต่ถ้าร่างกายได้รับยาบางชนิดในปริมาณสูง หรือติดต่อกันเป็นเวลานานตับก็จะไม่สามารถทำลายได้ทัน เหลือเป็นส่วนเกินและมีฤทธิ์ทำลายเนื้อตับ ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อตับจนกลายเป็นภาวะตับวายได้

ตับอักเสบ เกิดขึ้นได้อย่างไร 

เป็นอาการที่ตามมาเมื่อมีปัญหาไขมันพอกตับ หรือมีการติดเชื้อไวรัส ถ้ามีการตรวจเลือดจะพบค่าเอ็นไซม์ที่แสดงการทำงานของตับ SGOT และ SGPT สูงผิดปกติ ยิ่งสูงมากแสดงว่ามีการอักเสบมาก ถ้าจะให้ชัดเจนต้องมีการนำชิ้นเนื้อตับไปตรวจ สาเหตุที่ทำให้มีการอักเสบได้แก่ การมีไขมันในเลือดสูงทำให้มีไขมันในตับสูงด้วย ที่พบมากในประเทศไทยคือการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ การใช้ยาแผนปัจจุบันบางชนิดหรือยาสมุนไพร โดยกระบวนการที่ทำให้เกิดการอักเสบเกิดจาก Oxidative Stress ซึ่งทำให้เซลล์ตับอ่อนแอ ติดโรคง่าย รวมทั้งคนไข้กลุ่มนี้มักมีภาวะ Insulin Resistance คือตับอ่อนผลิตอินซูลินได้เพียงพอ แต่ไม่พอที่จะทำให้น้ำตาลเข้าไปในเซลล์กล้ามเนื้อและไขมันได้เต็มที่ ทำให้มีไขมันที่มาจากแป้งและน้ำตาลในเลือดมากขึ้นและในตับก็เพิ่มขึ้นด้วย 

หลักในการรักษาคือการปฏิบัติตัว ถ้าอ้วนกว่าปกติก็ต้องพยายามลดน้ำหนัก ถ้ามีไขมันสูงทั้งโคเลสเตอรอลและไตรกลีเซอร์ไรด์ ต้องลดการรับประทานอาหารที่มีไขมัน ถ้าดื่มสุราต้องเลิกเด็ดขาด และถ้าต้องรับประทานยาชนิดใดๆ เป็นเวลานาน ต้องปรึกษาแพทย์เรื่องการเกิดปัญหาเกี่ยวกับตับ

ตับแข็ง เกิดขึ้นได้อย่างไร

"ตับแข็ง" คร่าชีวิตประชากรทั่วโลกกว่า 25,000 คนต่อปี หรือ 70 คนต่อวัน อาการเมื่อก้าวสู่โรคตับแข็ง เกิดขึ้นเนื่องจากสภาวะที่เกิดแผลเป็นขึ้นที่เนื้อตับหลังจากที่มีการอักเสบ เนื้อตับที่อยู่รอบๆ จะพยายามสร้างเนื้อเยื่อประเภทพังผืดขึ้นมาทดแทนส่วนที่เสียไป ส่งผลให้เลือดที่ไหลผ่านตับถูกอุดกั้น ไหลไม่สะดวก และสมรรถภาพการทำงานลดลง อาการที่จะเกิดกับผู้ป่วยจึงอาจแบ่งได้เป็น อาการที่เกิดจากการทำงานของตับลดลงเช่น มีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย หากอาการมากขึ้นจะมีการสร้างโปรตีนลดลงทำให้เท้าบวม มีน้ำในช่องท้อง อาจมีอาการตัวเหลือง ตาเหลืองเป็นดีซ่านได้ นอกจากนั้นอาจมีอาการจากพังผืดดึงรั้งในตับทำให้การไหลเวียนของเลือดผิดปกติเกิด เส้นเลือดขอดในหลอดอาหารอาจตามมาด้วยการอาเจียนเป็นเลือด ในรายที่เป็นมากอาจซึม หรือในระยะยาวอาจเกิดมะเร็งตับได้
มะเร็งตับ เกิดขึ้นได้อย่างไร
มะเร็งตับ เป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับหนึ่งของโรคมะเร็งที่เกิดกับผู้ชายไทย และพบมากเป็นอันดับที่ 4 ของผู้ป่วยมะเร็งทั้งชายและหญิง มักเกิดในคนอายุ 35-55 ปี แบ่งออกเป็น 2 ชนิดได้แก่

  • มะเร็งเซลล์ตับ เกิดจากเซลล์ที่อยู่ในเนื้อตับสัมพันธ์กับการเป็นโรคตับอักเสบและตับแข็ง และสาเหตุที่สำคัญคือสารอะฟลาท็อกซินที่เป็นสารพิษจากเชื้อราโดยเฉพาะจาก ถั่วลิสง ข้าวโพด พริกแห้ง กระเทียม หัวหอม
  • มะเร็งของเซลล์ท่อน้ำดี พบว่าสัมพันธ์กับโรคพยาธิใบไม้ในตับและสารไนโตรซามีนจากอาหารโปรตีนที่ผ่านการแปรรูป เช่น ปลาร้า ปลาส้ม แหนม กุนเชียง อาการที่พบในขั้นต้นคือ การเบื่ออาหาร ท้องอืดเฟ้อคล้ายอาหารไม่ย่อย และผอมลงอย่างรวดเร็ว คลำได้ก้อนแข็งบริเวณใต้ชายโครง ถ้าปล่อยไว้จะมีอาการแทรกซ้อนและลุกลามไปอวัยวะอื่น

อาการเตือนเมื่อตับมีปัญหา

เท้าบวม ท้องบวม อาจมีตาเหลืองเล็กน้อยหรือไม่มีก็ได้ ฝ่ามือแดง มีจุดแดงรูปแมงมุม ที่หน้าอก จมูก ต้นแขน อาจมีไข้ต่ำๆ ต่อมน้ำลายข้างหูอาจโตคล้ายคางทูม และอาจมีอาการขนร่วงในผู้ชายอาจพบอาการนมโตและเจ็บเรียกว่า ไกนีโคมาสเตีย (Gynecomastia) ตับอาจคลำได้ ค่อนข้างแข็ง ผิวเรียบ ถ้าเป็นมาก จะพบว่ารูปร่างผอม  ซีด ท้องโตมาก เส้นเลือดพองที่หน้าท้อง มือสั่น ม้ามโต นิ้วปุ้ม 

อาการแทรกซ้อน

ภูมิต้านทานโรคลดลงทำให้เป็นโรคติดเชื้อได้ง่าย เช่น วัณโรค ปอดบวม ถ้าเป็นเรื้อรังจะมีอาการอาเจียนเป็นเลือด เนื่องจากเส้นเลือดขอดที่หลอดอาหาร (Esophageal Varices) เกิดแตกซึ่งอาจช็อกถึงเสียชีวิตได้ ในระยะสุดท้ายเมื่อตับทำงานไม่ได้เลยก็จะเกิดอาการหมดสติเรียกว่า ภาวะหมดสติจากตับเสีย (Hepaticcomal) นอกจากนี้ยังพบว่ามีโอกาสเป็นมะเร็งในตับสูงกว่าคนปกติ

การปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดตับแข็ง

ที่สำคัญที่สุดคือหลีกเลี่ยงสาเหตุต่างๆที่กล่าวมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นงดการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ หรือดื่มแต่ปริมาณน้อยๆ ไม่ดื่มประจำ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ หลีกเลี่ยงสารพิษโดยไม่รับประทานอาหารเก่าเก็บ หรือขึ้นรา หากเป็นตับแข็งแล้ว ต้องรู้จักเลือกบริโภคอาหาร ต้องเลือกโปรตีนที่สะอาด ซึ่งเมื่อย่อยแล้วไม่ทำให้เกิดสารพิษที่มากเกินไปจนตับไม่สามารถกำจัดได้หมด เลือกรับประทานไขมันชนิดที่ไม่ต้องย่อยเพราะตอนนี้ระบบการย่อยไขมันทำงานไม่สมบูรณ์ซึ่งไขมันดังกล่าว คือ กรดไขมันที่จำเป็น นอกจากนี้ยังควรบริโภคอาหารเสริมที่มีคุณสมบัติดักจับอนุมูลอิสระ เพื่อเป็นการขจัดสารพิษที่อาจก่อให้เกิดมะเร็งตับหลังจากเป็นตับแข็งแล้ว

ตัวอย่างสารอาหารที่มีประโยชน์สำหรับตับ

คำแนะนำในการรับประทานรับประทาน ครั้งละ 1 แคปซูล วันละ 2 ครั้ง พร้อมมื้ออาหาร

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ตับ อวัยวะสำคัญ เพื่อสร้างพลังงาน และช่วยกำจัดสารพิษ คลิกที่นี่

แชร์เลย!

เคล็ดลับการดูแลสุขภาพที่เกี่ยวข้อง


Lecithin เคล็ดลับเสริมความจำและบำรุงตับ

เลซิติน (Lecithin) คือสารประกอบระหว่างกรดไขมันจำเป็น ฟอสฟอรัส และวิตามินบี 2 ตัว ได้แก่ โคลีน(Choline) และอินอสซิตอล (Inositol) สามารถพบเลซิตินได้ในทุกเซลล์ของสิ่งมีชีวิต ทั้งพืชและสัตว์สำหรับร่างกายของมนุษย์นั้น จะพบมากในอวัยวะสำคัญ เช่น หัวใจ ตับ ไต


การดูแลและรักษาโรคตับ

หากจะกล่าวถึงอวัยวะภายในร่างกายที่มีความสำคัญต่อสุขภาพ ตับเป็นอวัยวะหนึ่งที่เราต้องคำนึงถึง เพราะตับเป็นอวัยวะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดภายในร่างกาย ทำหน้าที่ควบคุมสภาพร่างกายให้อยู่ดีมีสุข และทำหน้าที่ขจัดสารพิษออกจากเลือด