เคล็ดลับการดูแลสุขภาพ

สร้างลูกน้อยให้ฉลาดได้อย่างไร

สร้างลูกน้อยให้ฉลาดได้อย่างไร

        ถ้าจะถามคุณพ่อคุณแม่ทุกคนว่ามีคุณสมบัติอะไรบ้างที่ปรารถนาอยากให้ลูกมี คุณพ่อคุณแม่ทุกคนคงจะให้คำตอบที่ตรงกันว่านอกจากอยากให้ลูกเป็นเด็กที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง เป็นเด็กดี เลี้ยงง่าย ไม่ดื้อไม่ซนแล้ว คุณสมบัติอีกอย่างหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือการที่อยากให้ลูกของตนเป็นคนเฉลียวฉลาด ซึ่งแท้จริงแล้วบุคคลที่มีอิทธิพลมากที่สุดในการช่วยเสริมสร้างและพัฒนาให้ลูกเป็นคนมีสติปัญญาเฉลียวฉลาดนั้นก็คือตัวของคุณพ่อคุณแม่นั่นเอง สำหรับปัจจัยและวิธีการสร้างลูกน้อยให้ฉลาดอย่างง่ายๆ ซึ่งคุณพ่อและคุณแม่สามารถลองนำไปใช้ในการเลี้ยงดูลูกๆได้ดังนี้

        1. สิ่งแวดล้อม เป็นปัจจัยหนึ่งที่มีความสำคัญเป็นอย่างมากต่อพัฒนาการทางสมองของเด็ก เพราะเด็กจะเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ได้จากสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตัวเขาผ่านทางการมอง การได้ยิน การได้กลิ่น และการได้สัมผัส สภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อพัฒนาการทางสมองของเด็กนั้น ต้องเป็นสภาพแวดล้อมที่สงบ ไม่มีเสียงดังอึกทึก อีกทั้งสะอาดปราศจากกลิ่นสกปรก และสารพิษชนิดต่าง ๆ

        ยกตัวอย่างเช่น เด็กที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่คุณพ่อคุณแม่สูบบุหรี่จะส่งผลให้เด็กมี่พัฒนาการทางสมองล่าช้ากว่าเด็กทั่วไป ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่จึงไม่ควรสูบบุหรี่ภายในบ้าน นอกจากนี้คุณพ่อคุณแม่ควรให้เด็กได้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพราะการออกกำลังกายนั้นเกี่ยวข้องกับัฒนาการทางสมองของลูกโดยตรง เพราะเมื่อเด็กได้ออกกำลังนั้น ร่างกายจะได้เคลื่อนไหว ทำให้ปอดและระบบไหลเวียนของเลือดแข็งแรงซึ่งช่วยกระตุ้นให้สมองทำงานได้ดี ส่งผลให้เด็กฉลาดสามารถเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ได้ว่องไว ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรจัดสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยต่อการเคลื่อนไหว การเดินและการวิ่งของลูก และที่สำคัญคือคุณพ่อคุณแม่ควรให้เด็กได้ออกกำลังกายทุกวัน

        2. การเลี้ยงดู การเลี้ยงดูของคุณพ่อคุณแม่เป็นสิ่งที่มีสำคัญเป็นอย่างมากต่อพัฒนาการทางสมองของเด็ก ซึ่งการเลี้ยงดูที่เสริมสร้างให้ลูกฉลาดนั้น มีดังนี้

  • เล่นกับลูก เด็กๆเรียนรู้ได้ดีผ่านทางการเล่น คุณพ่อคุณแม่ควรเปิดโอกาสให้ลูกได้มีโอกาสเล่นคนดียว เพื่อให้เขาได้ค้นคว้า และค้นพบสิ่งต่าง ๆ ด้วยตนเอง นอกจากนี้คุณพ่อคุณแม่ควรเล่นกับลูกด้วย เพราะแท้จริงแล้วของเล่นที่ดีที่สุดสำหรับลูก ก็คือ ตัวของคุณพ่อคุณแม่นั่นเอง
  • ให้ลูกได้สัมผัสศิลปะและดนตรี กิจกรรมศิลปะและดนตรีนั้นนอกจากจะเป็นกิจกรรมที่ช่วยพัฒนาอารมณ์สุนทรียให้กับเด็กแล้ว ยังเป็นกิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมให้เด็กมีความฉลาดด้วย เพราะขณะที่เด็กทำงานศิลปะนั้นเป็นการฝึกกระบวนการคิดอย่างเป็นระบบ เมื่อลงมือทำงานศิลปะตั้งแต่ต้นจนจบ นอกจากนี้กิจกรรมดนตรียังฝึกให้เด็กได้คิดวิเคราะห์ผ่านทางการเรียนรู้เรื่องของจังหวะและผ่านทางการอ่านสัญญลักษณ์และการอ่านโน้ตดนตรี
  • อ่านหนังสือให้ลูกฟัง เป็นกิจกรรมสำคัญอีกอย่างที่ช่วยเสริมสร้างให้ลูกฉลาด โดยคุณพ่อคุณแม่ควรอ่านหนังสือให้ลูกฟังทุกวัน เพราะการอ่านหนังสือช่วยเปิดโลกกว้างทำให้ลูกได้เรียนรู้เรื่องของภาษา พัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การลำดับเรื่องราว ซึ่งเป็นกิจกรรมหนึ่งที่ช่วยเสริมสร้างพัฒนากระบวนการคิดที่ช่วยทำให้เด็กเป็นคนฉลาดได้ดีอีกวิธีหนึ่ง

อาหารแบบไหน ช่วยบำรุงสมองเด็ก

        อาหารเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อพัฒนาการทางสมองของเด็ก การที่เด็กได้รับสารอาหารที่จำเป็นจะช่วยให้สมองของเด็กเจริญเติบโตเป็นอย่างดี ส่งผลให้สมองของเด็กสามารถรับรู้และเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ได้รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรให้เด็กรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่

        หมู่ที่ 1 โปรตีน: เนื้อสัตว์ นม ไข่ ซึ่งช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ และช่วยทำให้ร่างกายเจริญเติบโต

        หมู่ที่ 2 คาร์โบไฮเดรต: ข้าว มัน เผือก แป้ง น้ำตาล ซึ่งให้พลังงานแก่ร่างกาย

        หมู่ที่ 3 วิตามิน: พืชผักต่างๆที่ให้วิตามิน ซึ่งเสริมสร้างประสิทธิภาพการทำงานของร่างกาย

        หมู่ที่ 4 แร่ธาตุ: ผลไม้ชนิดต่างๆ ซึ่งเสริมสร้างการทำงานของร่างกาย

        หมู่ที่ 5 ไขมัน: ไขมันจากพืชและสัตว์ ซึ่งให้พลังงานแก่ร่างกาย

        อีกทั้งยังควรให้เด็กดื่มน้ำอย่างน้อย 8 แก้วต่อวัน เพื่อเพิ่มออกซิเจนในเลือด ซึ่งส่งผลให้สมองของเด็กทำงานได้อย่างรวดเร็วฉับไว กรณีที่คุณพ่อคุณแม่กังวลเรื่องลูกน้อยจะได้รับสารอาหารที่มีส่วนช่วยในการพัฒนาสมองของลูกน้องไม่เพียงพอนั้น สามารถเลือกเสริมสารอาหารเพื่อการเติมเต็มสารอาหารที่จำเป็นต่อพัฒนาการสมองของเด็ก ได้แก่ดี เอช เอ หรือ Docosahexaenoic Acid (DHA) เป็นกรดไขมันจำเป็น ชนิดไม่อิ่มตัวในกลุ่ม Omega-3 DHA เป็นส่วนประกอบโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของเซลล์สมองและประสาทตา ข้อมูลทางการแพทย์ระบุว่า 40% ของกรดไขมันในสมอง และ 60% ของกรดไขมันในประสาทตา คือ DHA ประโยชน์ของ DHA ในการพัฒนาสมองและสายตาของเด็ก

  • ช่วยพัฒนาสมองและสายตา
  • ช่วยในการเรียนรู้ เสริมความจำ
  • ช่วยป้องกันการเกิดโรคสมาธิสั้น เสริมให้มีสมาธิดีขึ้น
  • ช่วยป้องกันปัญหาการเรียนรู้ช้า ทั้งการอ่านและการเขียน

        เลซิติน (Lecithin) และ โคลีน (Choline) สารโคลีนในเลซิตินจำเป็นต่อร่างกาย เพราะร่างกายจะนำโคลีนไปใช้เป็นวัตถุดิบในกระบวนสร้างสารสื่อประสาทที่เรียกว่า อะเซทิลโคลีน(acetylcholine) ใช้ในการสื่อสารข้อมูลต่างๆ ระหว่างเซลล์ประสาทและเนื้อเยื่อประสาท และเลซิตินยังเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของเยื่อหุ้มเซลล์ในเนื้อเยื่อต่างๆ โดยเฉพาะเนื้อเยื่อของอวัยวะสำคัญๆ เช่น สมอง ตับ หัวใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมอง ซึ่งมีเลซิตินเป็นส่วนประกอบถึง 30% ประโยชน์ของเลซิติน ในการพัฒนาสมองของเด็ก

  • ช่วยเสริมพัฒนาการสมอง การพูด การเคลื่อนไหว
  • ช่วยในการเรียนรู้ เสริมความจำ
  • ช่วยในการเรียนรู้ เสริมสร้างความจำที่ดี ควบคุมและส่งเสริมการทำงานของระบบประสาท
  • ช่วยบรรเทาความเครียดที่เกิดขึ้นจากการเรียนหนังสือ

        จะเห็นได้ว่าความฉลาดของลูกนั้นสามารถสร้างได้ด้วยวิธีง่าย ๆ ผ่านความความเอาใจใส่ของคุณพ่อคุณแม่ ในการให้ลูกรับประทานอาหารที่มีสารอาหารครบทั้ง5หมู่ การให้ลูกได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี และให้ลูกได้ออกกำลังกาย การเลี้ยงดูที่ใกล้ชิดผ่านกิจกรรมสุขสันต์ของครอบครัว ได้แก่ การที่คุณพ่อคุณแม่เล่นกับลูก ให้ลูกได้ทำกิจกรรมศิลปะและดนตรี อีกทั้งอ่านหนังสือให้ลูกฟัง ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้ถ้าคุณพ่อคุณแม่ได้ทำกับลูกทุกวัน จะทำให้ลูกน้อยฉลาดแล้ว ยังทำให้ครอบครัวอบอวลไปด้วยความรักและความสุขอีกด้วย เอกสารอ้างอิง

แชร์เลย!

เคล็ดลับการดูแลสุขภาพที่เกี่ยวข้อง


โปรตีน สำคัญกับทุกคนในครอบครัว

โปรตีนคือโครงสร้างพื้นฐานของเซลล์ซึ่งมีปริมาณถึง 80 เปอร์เซ็นต์ของร่างกาย ร่างกายจะผลัดเซลล์เก่าและ สร้างเซลล์ใหม่ขึ้นมาทดแทน เพื่อซ่อมแซมตัวเองอยู่ตลอดเวลา โปรตีนจึงเป็นสารอาหารที่จำเป็นอย่างมากสำหรับทุกเซลล์ในร่างกายคุณประโยชน์หลักของโปรตีน


เสริมพัฒนาการลูกรักอย่างไร ปลอดภัยหายห่วง

โภชนาการมีบทบาทสำคัญต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการของเด็ก อัตราการเจริญเติบโตจะเร็วที่สุดในช่วงเป็นทารก และลดลงเมื่อเด็กอายุเพิ่มขึ้น ดังนั้นโภชนาการที่ดีจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากร่างกาย


ดูแลสมอง ด้วยแปะก๊วย ดีเอชเอ และเลซิติน

สมอง นับเป็นอวัยวะที่มีความสำคัญอย่างยิ่งของการดำเนินชีวิต ทั้งในเรื่องของสติปัญญา ความคิด ความจำ การเรียนรู้ ความสามารถในการทำงานและการตัดสินใจ ซึ่งสมองจะมีการเติบโตและพัฒนาต่อเนื่องเรื่อยมาจนถึงอายุ 25 ปี และจะเริ่มเสื่อมลงตามอายุที่เพิ่มขึ้น