เคล็ดลับการดูแลสุขภาพ

การดูแลและป้องกันอาการของวัยหมดประจำเดือน

การดูแลและป้องกันอาการของวัยหมดประจำเดือน

        ในชีวิตของผู้หญิงเมื่ออายุมากขึ้นเข้าสู่วัยทอง ซึ่งเป็นช่วงชีวิตที่เชื่อมต่อระหว่างวัยผู้ใหญ่และวัยสูงอายุ จะมีการเปลี่ยนแปลงในทางเสื่อมถอยเกิดขึ้นอย่างมาก ทั้งทางกายภาพและหน้าที่การทำงานของอวัยวะทุกระบบในร่างกาย โดยเฉพาะที่เห็นได้ชัดคือการทำงานของรังไข่ที่สร้างฮอร์โมนเพศหญิงน้อยลง จนนำไปสู่การเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงปกติของผู้หญิงทุกคน สำหรับผู้หญิงไทยแล้ว วัยหมดประจำเดือนจะมีอายุเฉลี่ยโดยประมาณ 50 ปี (45-55 ปี) ปัจจุบันสตรีไทยมีอายุเฉลี่ยถึง 75 ปี ดังนั้น หลังหมดประจำเดือน จะมีชีวิตอยู่ยาวประมาณ 25 ปี หรือ 1 ใน 3 ของชีวิต จึงมีแนวโน้มที่จะต้องใช้ชีวิตในวัยหมดประจำเดือนที่ยาวนานขึ้น  ผู้คนจึงเริ่มให้ความสนใจกับการเปลี่ยนแปลงที่เข้าสู่วัยหมดประจำเดือนหรือหลังวัยหมดประจำเดือนแล้วมากขึ้น โดยเฉพาะปัญหาของการขาดฮอร์โมนเพศ

         ในผู้หญิงที่กำลังเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน บางคนอาจมีอาการต่างๆ ทั้งทางร่างกายและจิตใจ ซึ่งอาจแบ่งอาการตามช่วงเวลาของการเข้าสู่ภาวะการหมดประจำเดือนได้ดังนี้

         1. วัยใกล้หมดประจำเดือน (Perimenopause) เป็นเวลาที่รังไข่เริ่มทำงานในการผลิตฮอร์โมนเพศไม่ปกติจนหยุดทำหน้าที่ในที่สุด โดยทั่วไปมีระยะเวลา 4-5 ปี ก่อนการหมดประจำเดือน ไปจนถึงหลังหมดประจำเดือนไปแล้ว 1 ปี เป็นช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงจนอาจส่งผลให้เกิดอาการทั้งทางร่างกายและจิตใจ

        อาการทางร่างกาย ได้แก่

  • ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ ความถี่อาจห่างขึ้น หรือระยะเวลาที่มาแต่ละรอบอาจน้อยลง
  • อาการร้อนวูบวาบ เหงื่อออกมากตอนกลางคืน เป็นอาการที่พบบ่อยที่สุด ทำให้นอนไม่หลับ 
  • ปวดเมื่อยตามตัว ตามข้อ มือเท้าชา
  • อาการของอวัยวะสืบพันธุ์ เช่น ช่องคลอดแห้ง น้ำหล่อลื่นลดลง ความรู้สึกทางเพศลดลง
  • อาการของระบบทางเดินปัสสาวะ เช่น ปัสสาวะบ่อย กลั้นปัสสาวะไม่ค่อยได้ ผนังทางเดินปัสสาวะบางลง จึงอาจทำให้เกิดการติดเชื้อได้ง่าย

        อาการทางจิตใจ ได้แก่

  •  อารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่าย ซึมเศร้า หดหู่ ไม่อยากทำกิจกรรมอะไร
  • เครียด วิตกกังวล ควบคุมตนเองได้ยาก หลงลืมง่าย

         2. วัยหมดประจำเดือน (Menopause) เป็นเวลาที่มีประจำเดือนครั้งสุดท้ายในชีวิต เนื่องจากการที่รังไข่หยุดทำงานอย่างถาวร เป็นจุดหนึ่งในชีวิตที่แบ่งระหว่างช่วงชีวิตวัยเจริญพันธุ์และช่วงชีวิตหลังวัยหมดประจำเดือน และการหมดประจำเดือน หมายถึง การที่ผู้หญิงไม่มีประจำเดือนติดต่อกันเป็นระยะเวลาตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป จากการที่รังไข่หมดความสามารถในการเจริญพันธุ์และหยุดการสร้างฮอร์โมนเพศ ซึ่งบางคนยังคงมีอาการเช่นเดียวกับอาการที่เกิดขึ้นช่วงวัยใกล้หมดประจำเดือนต่อไปอีก 4-5 ปี

         3. วัยหลังหมดประจำเดือน (Postmenopause) เป็นระยะเวลาภายหลังหมดประจำเดือน โดยนับจากปีที่เข้าสู่วัยหมดประจำเดือน ซึ่งอาการที่เกิดขึ้นทางร่างกายและจิตใจอาจน้อยลง แต่จะมีปัญหาสุขภาพตามมาภายหลังจากการขาดฮอร์โมนเพศ ได้แก่ ปัญหากระดูกพรุนหรือกระดูกหักง่าย การเกิดภาวะไขมันในเลือดสูง การเกิดโรคระบบหัวใจและหลอดเลือดที่ควรเฝ้าระวังและรักษาปัญหาที่เกิดขึ้นต่อไป

         จากผลกระทบของอาการที่เกิดจากการเข้าสู่วัยหมดประจำเดือนหรือหลังหมดประจำเดือน

         ทำให้เกิดอาการต่างๆ ทั้งทางร่างกายและจิตใจ ที่บางคนจะมีผลกระทบอย่างมากต่อการดำเนินชีวิตปกติประจำวัน ในปัจจุบันมีวิธีรักษาและคำแนะนำในการปฏิบัติตัวเพื่อบรรเทาอาการ และสามารถดำเนินชีวิตตามปกติ 

 

การรักษาอาการของการหมดประจำเดือน

  1. การใช้ฮอร์โมนทดแทน โดยเฉพาะฮอร์โมนเอสโตรเจน มีประโยชน์ในแง่ของการบรรเทาอาการต่างๆ ที่เกิดขึ้น เช่น อาการร้อนวูบวาบ เหงื่อออกมาก อาการนอนไม่หลับหรือหลับไม่สนิท เมื่อได้รับฮอร์โมนในขนาดที่เหมาะสมก็จะช่วยให้อาการดังกล่าว ลดลงหรือหมดไปได้ แต่ก็มีผลเสียที่อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านม การเกิดโรคหลอดเลือดสมอง หลอดเลือดหัวใจ ภาวะลิ่มเลือดหลุดอุดตันหลอดเลือดดำ จึงควรอยู่ในความดูแลของแพทย์
  2. การใช้ยาตามอาการ ได้แก่ ยาต้านอาการซึมเศร้าบางชนิด เช่น Fluoxetine, Paroxetine  ที่ช่วยให้อารมณ์ดีขึ้น การใช้ยานอนหลับ เพื่อแก้ปัญหาการนอนไม่หลับ แต่ไม่ควรใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานเพราะอาจทำให้ติดยาได้
  3. การใช้สารอาหาร เช่น สารสกัดจากถั่วเหลือง วิตามิน อี น้ำมันดอกอีฟนิ่งพริมโรส ที่มีการศึกษาว่าสามารถช่วยลดอาการร้อนวูบวาบได้ แต่อาจไม่ได้ผลดีนักกรณีที่มีอาการมาก
  4. การใช้ยาสมุนไพร จากการศึกษาพบว่า ยาสมุนไพรที่เป็นที่นิยมทั้งในยุโรปและอเมริกา ที่มีสรรพคุณในการรักษาอาการของการหมดประจำเดือนอย่างได้ผลดี ทั้งอาการร้อนวูบวาบ เหงื่อออกกลางคืน อารมณ์แปรปรวน ทำให้รู้สึกสบายเนื้อสบายตัว สามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้เป็นปกติ ยาสมุนไพรดังกล่าวก็คือ แบลกโคฮอส (Black Cohosh)

        แบลกโคฮอส (Black Cohosh) เป็นพืชประจำถิ่นของทวีปอเมริกาเหนือที่รู้จักกันมากว่า 100 ปีแล้ว มีการนำมาใช้เพื่อรักษาอาการเจ็บป่วยต่างๆ เช่น โรคมาลาเรีย โรคข้อ อาการเจ็บคอ อาการปวดระหว่างมีประจำเดือน อาการปวดขณะคลอด และยังได้รับการระบุในตำรับยาของอเมริกาและเยอรมันสำหรับจุดประสงค์ดังกล่าว ต่อมาได้มีการใช้อย่างแพร่หลายในยุโรปกว่า 40 ปี เพื่อใช้บรรเทาอาการก่อนมีประจำเดือน  (Premenstrual Discomfort) อาการปวดประจำเดือน (Dysmenorrhea) รักษาอาการที่เกี่ยวข้องกับการหมดประจำเดือน เช่น ร้อนวูบวาบ ความวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า วิงเวียนศีรษะ นอนไม่หลับ เป็นต้น  

ผู้ที่เหมาะสมในการรับประทานแบลกโคฮอส

  • ผู้ที่มีอาการเกี่ยวข้องกับการหมดประจำเดือน ได้แก่ ร้อนวูบวาบ เหงื่อออกกลางคืน อารมณ์แปรปรวนนอนไม่หลับ 
  • ผู้ที่มีอาการก่อนมีประจำเดือน เช่น ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว ขาดสมาธิ หงุดหงิด นอนไม่หลับ 
  • ผู้ที่มีข้อห้ามการใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจน
  • ผู้ที่ต้องการทางเลือกเพื่อรักษาอาการของการหมดประจำเดือน นอกเหนือจากการใช้ฮอร์โมนทดแทน

ขนาดรับประทานที่แนะนำ

  • เพื่อบรรเทาอาการจากภาวะหมดประจำเดือน 40 มิลลิกรัม วันละ 1-2 ครั้ง   ต่อเนื่องอย่างน้อย 2-4 สัปดาห์
  • เพื่อบรรเทาอาการไม่สบายก่อนมีประจำเดือน 40 มิลลิกรัม วันละ 1 ครั้ง   7-10 วัน ก่อนมีประจำเดือน


คำแนะนำการปฏิบัติตัวในวัยหมดประจำเดือน 

         สตรีวัยหมดประจำเดือน  ควรใส่ใจในการดูแลรักษาสุขภาพของตนเอง โดยเฉพาะถ้าเป็นผู้ที่มีปัญหาสุขภาพอยู่แล้ว เพื่อป้องกันไม่ให้มีการเสื่อมถอยที่เร็วเกินไป สำหรับผู้ที่มีอาการควรมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น 

  • เลือกใส่เสื้อผ้าที่ทำให้รู้สึกสบายตัว ปรับอุณหภูมิในห้องทำงานและห้องนอนให้เหมาะสม เพื่อช่วยลดอาการร้อนวูบวาบ เหงื่อออก
  • รับประทานอาหารที่มีการศึกษาว่าช่วยบรรเทาอาการของการหมดประจำเดือน เช่น ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองให้มากขึ้น 
  • ควรเสริมแคลเซียม เพื่อลดความเสี่ยงการเกิดภาวะกระดูกพรุน
  • ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดภาวะไขมันในเลือดสูง โรคหลอดเลือดหัวใจและสมอง
  • ออกกำลังกายเป็นประจำ อย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ครั้งละ 20-30 นาที เพื่อช่วยให้นอนหลับง่ายขึ้นและคลายความเครียด

แชร์เลย!

ผลิตภัณท์ที่เกี่ยวข้อง

ผลิตภัณฑ์เมก้า วีแคร์

อีฟนิ่งพริมโรส ออย

รายละเอียดเพิ่มเติม

ผลิตภัณฑ์เมก้า วีแคร์

ฟีโมซา

รายละเอียดเพิ่มเติม

ผลิตภัณฑ์เมก้า วีแคร์

โคเลซ

รายละเอียดเพิ่มเติม

เคล็ดลับการดูแลสุขภาพที่เกี่ยวข้อง


การรักษาอาการก่อนการมีประจำเดือนและอาการปวดประจำเดือน

เมื่อใกล้มีรอบเดือน ผู้หญิงกว่า 80% ทั่วโลกมักเกิดความไม่สบายทั้งทางร่างกายและจิตใจ สิ่งที่เกิดขึ้นถือเป็นอาการป่วยชนิดหนึ่งที่เรียกว่า PMS หรือ Premenstrual Syndrome ได้แก่อาการปวดเกร็งอย่างผิดปกติของมดลูก