เคล็ดลับการดูแลสุขภาพ

การดูแลและรักษากระดูก

มารู้จักกระดูกกันเถอะ

        กระดูกเป็นอวัยวะที่ประกอบด้วยเนื้อเยื่อกระดูกที่มีความแข็งแรง แต่มีน้ำหนักเบา การเจริญพัฒนาของเนื้อเยื่อกระดูกในรูปแบบที่แตกต่างกัน ทำให้กระดูกมีหลายรูปร่างลักษณะ เพื่อให้สอดคล้องกันกับการทำงานของกระดูกในแต่ละส่วน เช่น กะโหลกศีรษะที่มีลักษณะแบนแต่แข็งแรงมาก เพื่อป้องกันการกระทบกระเทือนของสมอง หรือกระดูกต้นขาที่มีลักษณะยาวเพื่อเป็นจุดเกาะของกล้ามเนื้อต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวของร่างกาย เป็นต้น

 

การพัฒนาการของกระดูกแบ่งตามช่วงวัย ดังนี้

 1. ช่วงการสร้างมวลกระดูก ช่วงวัย 0-30 ปี 

        เป็นช่วงที่การสร้างมวลกระดูกมากกว่าการสลายมวลกระดูก มวลกระดูกของร่างกายจึงเพิ่มขึ้นจนถึงจุดสูงสุด

 2. ช่วงของการคงมวลกระดูก ช่วงวัย 30 ปีขึ้นไป

        เป็นช่วงที่มีการสร้างกระดูกจะลดลง จนเท่ากับการสลายมวลกระดูก 

 3. ช่วงการสลายมวลกระดูก ช่วงวัย 45 ปีขึ้นไป 

        การสร้างมวลกระดูกจะลดลงเรื่อยๆ มวลกระดูกรวมของร่างกายจึงลดลงตามลำดับ สตรีในช่วงหมดประจำเดือน การสลายมวลกระดูกจะรวดเร็วมากทำให้มวลกระดูกลดลงอย่างรวดเร็ว

        ในทุกวันร่างกายของเราจะมีกระบวนการสร้างมวลกระดูกใหม่ และสลายมวลกระดูกที่หมดอายุออกไปตลอดเวลา โดยที่ผู้หญิงจะสูญเสียเนื้อกระดูกมากกว่าผู้ชายถึง 2-3 เท่า เมื่อมีอายุเพิ่มขึ้นโดยในช่วงอายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป หรือในช่วง วัยหมดประจำเดือน พบว่าปริมาณเนื้อกระดูกของคนวัยนี้จะลดลงอย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับคนวัยอื่น ทั้งนี้มีสาเหตุมาจากการเปลี่ยนแปลงของระดับของฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกาย ซึ่งส่งผลต่ออัตราการสลายกระดูก การที่ปริมาณฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลงจากภาวะวัยหมดประจำเดือน ส่งผลให้มีการเร่งอัตราการสลายของมวลกระดูกมากกว่าการสร้างกระดูกใหม่ ทำให้ปริมาณมวลกระดูกลดลงและโครงสร้างภายในของกระดูกถูกทำลายจนเกิดเป็นโรคกระดูกพรุนในที่สุด 

โรคกระดูกพรุนคืออะไร

        โรคกระดูกพรุน เป็นโรคที่เกิดจากความหนาแน่นของมวลกระดูกลดลงซึ่งมีผลมาจากการที่โครงสร้างภายในของกระดูก ถูกทำลายหรือเกิดการสลายตัว จนทำให้เนื้อกระดูกมีลักษณะเป็นรูพรุนคล้ายฟองน้ำ เรียกลักษณะเช่นนี้ว่า ภาวะ “กระดูกพรุน” ซึ่งจะมีผลทำให้กระดูกส่วนต่างๆ มีโอกาสแตกหักได้ ง่ายกว่าภาวะปกติ โดยเฉพาะบริเวณ กระดูกสันหลัง กระดูกสะโพก และกระดูกข้อมือ

        โรคกระดูกพรุนอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตในหลายๆ ด้าน เช่น มีบุคลิกภาพบางอย่างเปลี่ยนแปลง เกิดอาการปวดหลัง กระดูกสันหลังยุบตัวลง หลังค่อม ตัวเตี้ยลง กระดูกแขนขาเปราะและหัก บางรายอาจมีปัญหาเกี่ยวกับกระดูกข้อมือ กระดูกสะโพก กระดูกสันหลัง ทำให้พิการ เดินไม่ได้ จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (WHO) โรคกระดูกพรุนถือเป็นโรคที่เป็นปัญหาด้านสุขภาพอันดับที่ 2 รองจากโรคของระบบหัวใจและหลอดเลือด ข้อมูลทั่วโลกระบุว่า ในประชากรที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะกระดูกหักจากโรคกระดูกพรุน (Osteoporotic fracture) โดยพบ 1 ใน 3 ของผู้หญิง และ 1 ใน 8 ของผู้ชาย 

สำหรับผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงที่จะมีโอกาสป่วยเป็นโรคกระดูกพรุน ได้แก่ 

         • ผู้ที่มีอายุตั้งแต่  35 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะในผู้หญิง พบว่าอัตราเสี่ยงของการเกิดภาวะกระดูกพรุนมีความสัมพันธ์กับอายุที่เพิ่มขึ้น  

         • หญิงวัยหมดประจำเดือน ซึ่งจะมีระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกายลดลงตามธรรมชาติ ส่งผลทำให้มวลกระดูกสลายตัวเร็วกว่าการสร้างมวลกระดูก จนทำให้เกิดภาวะกระดูกพรุนได้ง่าย เนื่องจากฮอร์โมนเอสโตรเจนมีส่วนสำคัญในการช่วยป้องกันการสูญเสียมวลกระดูก และช่วยเพิ่มมวลกระดูกให้มีมากขึ้นได้อีกด้วย

         • คนที่ดื่มสุรา กาแฟ สูบบุหรี่จัด จะมีผลเร่งอัตราการสลายตัวของแคลเซียมออกจากกระดูกเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ยังพบว่า บุหรี่มีผลทำให้ฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกายมีปริมาณลดลงส่งผลต่อภาวะกระดูกพรุนเพิ่มมากขึ้น

         • ผู้ที่ขาดการออกกำลังกาย การออกกำลังกายจะส่งเสริมกระบวนการเก็บแคลเซียมที่กระดูก เสริมสร้างความแข็งแรง และความยืดหยุ่น ทำให้กระดูกสามารถทนรับแรงกระแทกได้ดี ผู้ที่ขาดการออกกำลังกาย กระดูกจะเปราะ ขาดความยืดหยุ่น และทนต่อแรงกระแทกได้น้อย เป็นเหตุให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคกระดูกพรุน

         • ผู้ที่ขาดแคลเซียม หรือวิตามินดี มักมีอาการตะคริว ผิวแห้ง เล็บเปราะ ปวดกล้ามเนื้อ และกระดูก สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงสัญญาการขาดวิตามินระยะต้น ในระยะยาวคนไข้จะกระดูกเปราะ แตกหักง่าย และเป็นโรคกระดูกพรุนในที่สุด ผู้ที่มีอาการเหล่านี้จึงควรรับประทานแคลเซียม และวิตามินดีเสริม

สารอาหารที่จำเป็นต่อกระดูก 

  • แคลเซียม 

        เป็นแร่ธาตุที่มีมากในร่างกาย มีบทบาทหน้าที่ทำให้กระดูกและฟันแข็งแรง ป้องกันภาวะกระดูกพรุน แหล่งอาหารที่อุดมด้วยแคลเซียม ได้แก่ นม โยเกิร์ต ถั่วเหลือง ปลาเล็กปลาน้อยที่รับประทานทั้งกระดูก

ปริมาณแคลเซียมที่แนะนำให้คนไทยบริโภคต่อวัน

กลุ่ม - ทารก

  • อายุ (ปี) 

            0-6 เดือน ริมาณแคลเซียม 210 มิลลิกรัม ต่อวัน

            7-12 เดือน ริมาณแคลเซียม 270 มิลลิกรัม ต่อวัน

            1-3 ปี  ริมาณแคลเซียม 500 มิลลิกรัม ต่อวัน

กลุ่ม - เด็ก

  • อายุ (ปี) 

            4-8 ปี ริมาณแคลเซียม 800 มิลลิกรัม ต่อวัน

กลุ่ม - วัยรุ่น

  • อายุ (ปี)

            9-18 ปี ปริมาณแคลเซียม 1,000 มิลลิกรัม ต่อวัน

กลุ่ม -  ผู้ใหญ่

  • อายุ (ปี) 

            19-50 ปี ปริมาณแคลเซียม 800 มิลลิกรัม ต่อวัน

            มากกว่า 50 ปี ปริมาณแคลเซียม 1,000 มิลลิกรัม ต่อวัน

กลุ่ม -  หญิงตั้งครรภ์

  • อายุ (ปี) 

            19-50 ปี ปริมาณแคลเซียม 800 มิลลิกรัม ต่อวัน

กลุ่ม -  หญิงให้นมบุตร

  • อายุ (ปี) 

            19-50 ปี ปริมาณแคลเซียม 800 มิลลิกรัม) ต่อวัน 

  • วิตามินดี        

เป็นที่ทราบกันดีว่า วิตามินดี เป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อกระดูกเหมือนเช่นแคลเซียม การขาดวิตามินดีเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดโรคกระดูกพรุนได้ แต่สิ่งที่คนไทยมักไม่ทราบคือ คนไทยก็มีปัญหาการขาดวิตามินดีเช่นเดียวกัน เนื่องจากการหลบแดด การทาครีมกันแดด การทำงานในออฟฟิศตลอดทั้งวัน และอายุที่สูงขึ้น ทำให้การสร้างวิตามินดีในร่างกายลดลง คนเราควรได้รับวิตามินดีวันละ 400 IU ในรายที่เสี่ยงขาดวิตามินดี หรือในผู้สูงอายุ ควรได้รับวิตามินดีวันละ 1,000 IU  

  • แมกนีเซียม          

มีส่วนสำคัญในการผลิตพลังงาน สร้างโปรตีน และช่วยการหดตัวของกล้ามเนื้อ ซึ่งพบมากในถั่วต่างๆ ธัญพืช แป้ง และอาหารทะเล

  • ทองแดง แมงกานีส สังกะสี          

แร่ธาตุที่ดังกล่าว ช่วยในการทำงานของเอ็นไซม์ในกลไกการสร้างกระดูก และช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกระดูกสันหลังโดยเฉพาะในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน ซึ่งแหล่งอาหารที่อุดมด้วยแร่ธาตุเหล่านี้ ได้แก่ ถั่วเมล็ดแห้ง ถั่วลันเตา ธัญพืช ผักใบเขียว และอาหารทะเล

  • สารสกัดจมูกถั่วเหลือง       

อุดมไปด้วย สารไอโซฟลาโวน มีผลต่อความแข็งแรงของกระดูกโดยตรง และช่วยลดการเกิดโรคกระดูกพรุนได้ พบได้ในผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของถั่วเหลือง เช่น เต้าหู้ และนมถั่วเหลือง นอกจากนี้สารไอโซฟลาโวนยังมีคุณสมบัติช่วยเสริมฮอร์โมนเอสโตรเจน ควบคุมความดันโลหิต และลดไขมันในเส้นเลือดได้ สำหรับการรับประทานเพื่อดูแลสุขภาพทั่วไป ควรได้รับสารสกัดจมูกถั่วเหลืองวันละ 10 - 80 มก. ต่อวัน

แชร์เลย!

ผลิตภัณท์ที่เกี่ยวข้อง

ผลิตภัณฑ์เมก้า วีแคร์

เฟล็กซ่า 500

รายละเอียดเพิ่มเติม

ผลิตภัณฑ์เมก้า วีแคร์

เฟลกซิเจน

รายละเอียดเพิ่มเติม

ผลิตภัณฑ์เมก้า วีแคร์

ไวอะเฟล็กซ์ 1500

รายละเอียดเพิ่มเติม

ผลิตภัณฑ์เมก้า วีแคร์

เฟล็กซ่า 1500

รายละเอียดเพิ่มเติม

เคล็ดลับการดูแลสุขภาพที่เกี่ยวข้อง


การดูแลภาวะข้อเสื่อมและข้ออักเสบ

อาการข้อเสื่อม ข้ออักเสบ เป็นอาการที่เกิดกับกระดูกอ่อนและเนื้อเยื่อรอบข้อ ทำให้เนื้อเยื่อเหล่านั้นมีการอักเสบ โดยมากมักเกิดกับข้อนิ้ว ข้อมือ ข้อกระดูกต้นคอ ข้อกระดูกสันหลัง ปกติกระดูกอ่อนจะหุ้มอยู่ปลายกระดูกทำให้การเคลื่อนไหวของข้อราบลื่นและไม่ปวด


การดูแลและรักษาโรคข้อเสื่อม

โรคข้อเสื่อม เป็นความผิดปกติของข้อที่พบได้บ่อยในช่วงเข้าสู่วัยกลางคนและพบได้เพิ่มขึ้นเมื่ออายุมากขึ้นเรื่อยๆ พบบ่อยในตำแหน่งของข้อที่ต้องรับน้ำหนักมากเช่น ข้อเข่า ข้อสะโพก ข้อต่อกระดูกสันหลัง เกิดจากกระดูกอ่อนผิวข้อ (cartilage)


โรคข้อเสื่อม แก้ไขต้นเหตุได้ด้วยกลูโคซามีน ซัลเฟต

โรคข้อเสื่อม เป็นความผิดปกติของข้อที่พบได้บ่อยในช่วงเข้าสู่วัยกลางคนและพบได้เพิ่มขึ้นเมื่ออายุมากขึ้นเรื่อยๆ พบบ่อยในตำแหน่งของข้อที่ต้องรับน้ำหนักมากเช่น ข้อเข่า ข้อสะโพก ข้อต่อกระดูกสันหลัง