เคล็ดลับการดูแลสุขภาพ

การดูแลและป้องกันโรคที่เกี่ยวกับลำไส้ใหญ่

การดูแลและป้องกันโรคที่เกี่ยวกับลำไส้ใหญ่ 

       มีข้อมูลที่ได้จากการวิจัยว่า คนที่ชอบกินอาหารที่อุดมด้วยไขมันและเนื้อสัตว์สูงนั้นจะถ่ายอุจจาระประมาณวันละ 1-2 ขีดเท่านั้น และใช้เวลาให้อาหารเดินทางนับตั้งแต่ใส่เข้าปากจนออกมาเป็นอุจจาระนั้นถึง 2-3 วันทีเดียว แต่ถ้าเป็นผู้สูงอายุการทำงานของทางเดินอาหารอาจจะด้อยประสิทธิภาพลง ก็อาจใช้เวลามากกว่า 1 อาทิตย์ ส่วนคนที่ชอบกินผักผลไม้มากๆ คือชอบอาหารประเภทเส้นใย จะถ่ายอุจจาระวันละประมาณ 6-9 ขีด จะใช้เวลาให้อาหารเดินทางออกมาเป็นเวลาประมาณ 20-30 ชั่วโมง

        ลำไส้ใหญ่ มีลักษณะเป็นกระพุ้งและเป็นปล้องๆ มีความยาวประมาณ 150 ซม. ลำไส้ใหญ่ตั้งต้นจากลำไส้เล็กส่วนปลายไปจนถึงทวารหนักแบ่งออกเป็น 4 ส่วนใหญ่ๆ ลำไส้ใหญ่จะไม่มีการย่อยอาหาร เป็นส่วนที่สะสมกากอาหารและช่วยดูดซึมน้ำและสารอาหารพวกวิตามิน เกลือแร่จากกากอาหารที่เหลือจากการดูดซึมของลำไส้เล็ก แล้วส่งผ่านตับไปเลี้ยงร่างกายต่อไป กากอาหารที่ดูดซึมแล้วจึงมีลักษณะค่อนข้างเหนียวข้นและในที่สุด ลำไส้จะขยับรัดตัวไล่ให้กากอาหารให้เคลื่อนตัวออกไปให้พ้นจากร่างกาย หากมีอะไรที่ไม่ดี เป็นอันตรายต่อผนังลำไส้ที่มีหน้าที่ดูดซับผ่านมา ลำไส้ก็จะป้องกันตัวเองด้วยการผลิตเมือกปิดกั้นผนังไว้ไม่ระคายเคืองได้ ถ้าขืนเรายังใส่ของไม่ดีให้ร่างกายต่อไป ร่างกายก็จะสร้างเมือกนี้ไปเรื่อยๆ มากขึ้นๆ จนอาจเหลือทางให้กากอาหารเดินผ่านแคบลงๆ และยังอาจทำให้ระคายเคือง ผนังลำไส้ก็จะปูดออก เกิดเป็นอาการลำไส้อักเสบได้ และเมื่ออักเสบมากขึ้นก็ย่อมเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งได้ 

        ในลำไส้ของเรามีแบคทีเรียอยู่ 2 ชนิดคือตัวดี และตัวเลว ลำไส้ที่แข็งแรงมีประสิทธิภาพจะต้องมีแบคทีเรียชนิดดีมาก และมีชนิดเลวน้อย  แบคทีเรียชนิดเลวอาจเกิดจากการบูดเน่าสะสมของเสียในลำไส้หรือการรับประทานอาหารที่ทำให้เกิดการบูดเน่า เช่นมีการวิจัยว่าการรับประทานเนื้อสัตว์ก่อให้เกิดการบูดเ น่าในลำไส้ได้ ส่วนแบคทีเรียชนิดดีนั้นก็อาจมาจากการรับประทานอาหารที่ดี การไม่สะสมของบูดเน่าไว้ในลำไส้ ของหมักดองบางชนิดที่เกิดจากการหมักดองด้วยวิธีธรรมชาติจะทำให้เกิดแบคทีเรียที่ดีได้ เช่น โยเกิร์ตหรือเต้าเจียวที่เกิดจากการหมักจากธรรมชาติ เป็นต้น และการรับประทานยาประเภทยาฆ่าเชื้อหรือยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) จะเป็นการทำลายแบคทีเรียชนิดดีให้ล้มตายซึ่งเป็นเรื่องที่เราต้องเฝ้าระวัง

        โรคเรื้อรังส่วนมากที่เกิดขึ้นกับลำไส้ เช่น ลำไส้ใหญ่อักเสบและโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ ซึ่งมักจะเกิดบริเวณส่วนปลายของลำไส้ใหญ่ส่วนกลาง ซึ่งเป็นบริเวณที่มีการหมักโปรตีนเกิดขึ้นจำนวนมากโดยจุลินทรีย์ที่อยู่ในร่างกาย ทำให้มีการสร้างสารพิษและสารก่อเนื้องอกเพิ่มขึ้น เชื่อกันว่าคาร์โบไฮเดรต เช่น โอลิโกฟรุกโตส ที่มีการหมักในบริเวณนี้ อาจจะช่วยลดปริมาณสารพิษและการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้

ปัจจัยที่ทำให้แบคทีเรียในลำไส้เสียสมดุล

         1. อายุที่มากขึ้น ทำให้สภาวะในลำไส้มีการเปลี่ยนแปลงไป

         2. การใช้ยาปฏิชีวนะบ่อยหรือติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจทำลายสมดุลของแบคทีเรียในลำไส้ จนร่างกายสร้างใหม่ไม่ทัน

         3. การรับประทานยาระบาย ยาคุมกำเนิด ยาแก้ปวดเป็นประจำ

         4. การดื่มน้ำอัดลม กาแฟ หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำความเสี่ยงเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบการทำงานของลำไส้และทำให้แบคทีเรียในลำไส้เสียสมดุล จนอาจเกิดปัญหาสุขภาพมากมาย นักวิจัยพบว่าหนึ่งในอาหารหลายประเภทที่สามารถสร้างสมดุลของแบคทีเรียในลำไส้ได้ คือ พรีไบโอติก (Prebiotic) หรือใยอาหาร

พรีไบโอติกหรือใยอาหาร 

        พรีไบโอติก คือ สารอาหารที่ไม่มีชีวิต เป็นใยอาหารที่จะไม่ถูกย่อยในกระเพาะอาหารเมื่อรับประทานเข้าไป แต่จะช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่มีประโยชน์ในลำไส้ใหญ่ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น แลคโตบาซิลลัส และ บิฟิโดแบคทีเรีย ที่จะสามารถทนต่อน้ำย่อย กรด ด่าง ในกระเพาะและลำไส้ได้ จึงเกิดประโยชน์ในการหมักและย่อยอาหาร ทำให้ระบบทางเดินอาหารทำงานได้อย่างเป็นปกติ

ประโยชน์ที่ได้รับจากการใช้พรีไบโอติกหรือใยอาหาร

  1. ทำให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง ไม่เจ็บป่วยง่าย พรีไบโอติกสามารถช่วยกระตุ้นการทำงานของ macrophages ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันในทางเดินอาหารดีขึ้น 
  2. ช่วยปรับสมดุลระบบทางเดินอาหาร ป้องกันการเกิดมะเร็งลำไส้ ความเป็นใยอาหารของพรีไบโอติก ช่วยดูดซับสารพิษและสารก่อมะเร็งในทางเดินอาหารไม่ให้ดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย และยังทำให้อุจจาระมีกากใยและนิ่ม สะดวกต่อการขับถ่าย
  3. ป้องกันอาการท้องเสีย โดยเฉพาะที่เกิดจากการติดเชื้อในทางเดินอาหาร การเพิ่มจำนวนของจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในลำไส้ จะช่วยยับยั้งการเพิ่มจำนวนของจุลินทรีย์ก่อโรค ลดโอกาสการติดเชื้อ
  4.  ช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคเรื้อรังต่างๆ เช่น เบาหวาน โรคระบบหัวใจและหลอดเลือด พรีไบโอติก ช่วยจับกับไขมันและน้ำตาลในทางเดินอาหาร ทำให้ร่างกายดูดซึมไขมันได้ช้าลง และเพิ่มการขับออกของโคเลสเตอรอล
  5. เสริมสร้างการดูดซึมแร่ธาตุแคลเซียมและแมกนีเซียม แบคทีเรียในลำไส้จะผลิตกรดไขมันสายสั้นที่มีความเป็นกรด ซึ่งจะช่วยดูดซึมแร่ธาตุแคลเซียม และแมกนีเซียม สามารถเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูก
  6. ช่วยเรื่องการควบคุมน้ำหนัก แบคใยอาหารจากพรีไบโอติก จะถูกหมักด้วยแบคทีเรียในลำไส้เกิดเป็นกรดไขมันสายสั้น เช่น บิวทิเรท ซึ่งจะกระตุ้นการหลั่ง GLP-1 (Glucagons like peptide) ไปในกระแสเลือด ทำให้สมองรับรู้ความรู้สึกอิ่มและสบายท้อง

คนที่ควรรับประทานใยอาหาร

         1. คนที่ต้องการดูแลสุขภาพ เพื่อให้มีการขับถ่ายปกติตามธรรมชาติ

         2. คนที่มีปัญหาท้องอืด ท้องเฟ้อ หรือท้องผูกเรื้อรัง

         3. คนที่มีความผิดปกติในการขับถ่าย เช่น ถ่ายเหลวบ่อย หรือติดเชื้อในทางเดินอาหารง่ายกว่าคนทั่วไป

         4. คนที่มีประวัติครอบครัว เป็นมะเร็งในระบบทางเดินอาหาร

         5. เด็กทารกที่ไม่ได้รับประทานนมมารดา

ขนาดที่แนะนำ

         มีการศึกษาขององค์การอาหารและยาสหรัฐ พบว่าคนทั่วไปได้รับใยอาหารจากอาหารปกติเฉลี่ยวันละ 10-15 กรัม และข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา แนะนำให้คนไทยตั้งแต่อายุ 6 ปีขึ้นไป ได้รับใยอาหารวันละ 25 กรัม

    

แชร์เลย!

ผลิตภัณท์ที่เกี่ยวข้อง

ผลิตภัณฑ์เมก้า วีแคร์

เมก้าไฟเบอร์

รายละเอียดเพิ่มเติม

ผลิตภัณฑ์เมก้า วีแคร์

อาวารีน

รายละเอียดเพิ่มเติม

ผลิตภัณฑ์เมก้า วีแคร์

โกแกซ

รายละเอียดเพิ่มเติม

ผลิตภัณฑ์เมก้า วีแคร์

นอร์มากัต

รายละเอียดเพิ่มเติม

เคล็ดลับการดูแลสุขภาพที่เกี่ยวข้อง


กินอย่างไร? ให้ปลอดโรคและอายุยืนยาว

การที่คนเรานั้นอยากมีชีวิตที่ยืนยาวไม่ใช่เรื่องยากเลย สิ่งที่ยากน่าจะเป็นเรื่องของทัศนคติและการเริ่มต้นลงมือปฏิบัติตัวเพื่อให้มีชีวิตที่ยืนยาวต่างหาก การเคลื่อนไหวร่างกายบ่อยๆ นั้น จะทำให้เพิ่มพลังชีวิตและส่งผลดีต่อร่างกายแน่นอน อย่างเช่นเวลาที่เรา


การดูแลสุขภาพด้วยใยอาหาร

การปฏิบัติตัวพื้นฐานเพื่อการมีสุขภาพดีเป็นที่ทราบโดยทั่วกัน เช่น การนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ การออกกำลังกายเป็นประจำสม่ำเสมอ แต่สำหรับการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์อาจมีทางเลือกมากมาย ปัจจุบันมีอาหารที่ส่งผลดีต่อระบบต่างๆ