เคล็ดลับการดูแลสุขภาพ

การป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือดอุดตัน

การดูแลระบบหัวใจและหลอดเลือด

       โรคหัวใจจัดเป็นหนึ่งในโรคที่คุกคามชีวิตคนทั่วโลก สำหรับประเทศไทยในปี 2552 สำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า โรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นสาเหตุการตายอันดับสองในกลุ่มโรคไม่ติดต่อรองจากอุบัติเหตุโดยมีผู้ป่วยด้วยโรคนี้มากถึง 4 ล้านกว่าคน และมีแนวโน้มที่สูงขึ้นอย่างน่าตกใจ

ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดอุดตัน

1.ภาวะไขมันในเลือดสูง

       ภาวะไขมันในเลือดสูง เป็นสาเหตุหลักที่ก่อให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจและสมองอุดตัน ซึ่งควรจะต้องระวังและป้องกัน เนื่องจากในปัจจุบันแต่ละปี  คนไทยประมาณ 60,000 - 100,000 คน เสียชีวิตอย่างกระทันหันจากอาการหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน และคนไทยอีกกว่า 39 ล้านคน กำลังเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจในขณะนี้ ซึ่งสาเหตุหลักเนื่องจากการมีระดับไขมันในเลือดสูง

       สาเหตุหลักของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ คือ การมีระดับไขมันโคเลสเตอรอล หรือไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือดสูงผิดปกติ จนเกิดการสะสมและอุดตันที่ผนังหลอดเลือด ซึ่งแท้จริงแล้ว “ตับ” เป็นอวัยวะหลักในการสร้างไขมันโคเลสเตอรอลถึง 80% ที่เหลืออีก 20% เกิดจากการรับประทานอาหารประเภทเนื้อสัตว์ และอาหารทะเล ในขณะที่ไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์นั้น ส่วนใหญ่ได้มาจากการรับประทานอาหารถึง 80% ได้แก่ กะทิ เนย ครีมต่างๆ  

        ภาวะไขมันในเลือดบางตัวสูงจะเป็นอันตราย (ไขมันชนิดร้าย) แต่ไขมันในเลือดบางตัวสูงกลับเป็นผลดีต่อร่างกาย (ไขมันชนิดดี) ไขมันชนิดร้ายที่เรารู้จักดี คือ โคเลสเตอรอล (Cholesterol) ไตรกลีเซอร์ไรด์ (Triglyceride) แอลดีแอล - โคเลสเตอรอล (LDL- Cholesterol) และไขมันชนิดดีที่เรารู้จักดี คือ เอชดีแอล - โคเลสเตอรอล (HDL-Cholesterol) ทางการแพทย์แนะนำว่าไม่ควรปล่อยให้โคเลสเตอรอลไม่ควรมีค่าเกิน 200 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรแอลดีแอล โคเลสเตอรอล มีค่าเกิน 130 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร และไตรกลีเซอร์ไรด์ ควรตํ่ากว่า 150 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรในขณะที่ควรจะมีเอชดีแอล โคเลสเตอรอล มากกว่า 40 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร

        ปัจจุบันนอกจากยาที่ช่วยลดไขมันในเลือด แล้วมีการค้นคว้าวิจัยเพิ่มขึ้นถึงสารอาหารจากธรรมชาติหลายชนิด ที่เป็นทางเลือกในการลดไขมันในเลือดสำหรับผู้ที่มีระดับไขมันในเลือดยังไม่สูงมากก่อนตัดสินใจใช้ยา ซึ่งสารอาหารจากธรรมชาติเหล่านี้ ได้แก่

นํ้ามันปลา (Fish Oil) 

 นํ้ามันปลาเป็นสารอาหารประเภทไขมัน ซึ่งประกอบด้วยกรดไขมันในกลุ่ม Omega-3 (Polyunsaturated Fatty Acid) ซึ่งมีกรดไขมันที่สำคัญอยู่ 2 ชนิด คือ 

         1. EPA (Eicosapentaenoic Acid) กรดไขมัน EPA มีส่วนช่วยลดระดับไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือด ป้องกันไขมัน

อุดตันหลอดเลือด ป้องกันการเกาะตัวของเกล็ดเลือด ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุในการเกิดโรคหัวใจและสมองอุดตัน นอกจากนั้นยังมีส่วนช่วยบรรเทาอาการอักเสบจากข้อเสื่อม ข้อรูมาตอยด์ โดยจะช่วยลดอาการปวดข้อ ทำให้ลดปัญหาผล

ข้างเคียงต่อกระเพาะอาหารจากการรับประทานยาแก้ปวดข้อ (NSAIDs) เป็นเวลานานๆ ได้

         2. DHA (Docosahexaenoic Acid) กรดไขมัน DHA มีบทบาทที่สำคัญและจำเป็นต่อการพัฒนาสมองและสายตา ช่วยเสริมสร้างและป้องกันความเสื่อมของสมอง การเรียนรู้ และความจำ รวมถึงระบบสายตา ให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ 

         ปัจจุบันมีการยืนยันผลการวิจัยทางการแพทย์ถึงประโยชน์ที่สำคัญของกรดไขมันโอเมก้า-3 จากนํ้ามันปลาต่อร่างกายในการลดความเสี่ยงหรือป้องกันการเกิดโรคต่างๆ ได้ โดยจะมีการระบุถึงความสำคัญของการรับประทานกรดไขมันโอเมก้า-3 อย่างต่อเนื่อง เป็นระยะเวลาติดต่อกันนานเป็นสัปดาห์ จนกระทั้งเป็นเดือน หรือเป็นปี จะส่งผลที่ดีต่อร่างกายในการป้องกันของหลอดเลือดลดอัตราการตายจากภาวะหัวใจวาย รวมทั้งช่วยลดภาวะหลอดเลือดแดงแข็งตัวได้

Time as a variable with prescription omega-3 fatty acias (P-OM3)

ทางสมาคมโรคหัวใจของสหรัฐอเมริกา (American Heart Association; AHA) ได้แนะนำการ รับประทานกรดไขมันโอเมก้า-3 เพื่อการป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน ดังนี้

  • ผู้ที่ไม่มีภาวะโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน (Primary prevention of CHD)

         ขนาดของกรดไขมันโอเมก้า-3 (EPA+DHA) ที่ควรได้รับต่อวัน  คือ 500 มิลลิกรัม/วัน  

  • ผู้ที่มีภาวะโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน (Secondary prevention of CHD)

         ขนาดของกรดไขมันโอเมก้า-3 (EPA+DHA) ที่ควรได้รับต่อวัน  คือ 1,000 มิลลิกรัม/วัน

  • ผู้ที่มีระดับไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์สูง  (Hypertriglyceridemia)

          ขนาดของกรดไขมันโอเมก้า-3 (EPA+DHA) ที่ควรได้รับต่อวัน คือ 2,000 - 4,000 มิลลิกรัม/วัน

        ถึงแม้ว่าผู้ป่วยที่มีระดับไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์ สูงถึง 500 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร นํ้ามันปลาก็ยังเป็นทางเลือกที่เหมาะสม เพื่อช่วยลดระดับไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือดได้เป็นอย่างดี และที่สำคัญ คือ ความปลอดภัย ไม่มีผลข้างเคียงต่อร่างกายสามารถใช้ร่วมกับยาแผนปัจจุบันได้ นอกจากนี้ก็ยังมีรายงานถึงผลดีสำหรับผู้ป่วยความดันโลหิตสูงในระดับเริ่มต้น ซึ่ง Johns Hopkins Medical School ได้สรุปรวบรวมผลการศึกษาจาก 17 รายงานการศึกษาทางคลีนิคพบว่าการรับประทานนํ้ามันปลาประมาณ 3,000 มิลลิกรัมต่อวัน (จากปริมาณ EPA+DHA) สามารถช่วยลดความดันล่าง (diastolic pressure) ได้ 3.5 มม.ปรอท และลดความดันบน (systolic pressure) ได้ถึง 5.5 มม.ปรอท และได้ผลดียิ่งขึ้นเมื่อจำกัดอาหารเค็มร่วมด้วยโดยนํ้ามันปลาจะไม่มีผลกับความดันในผู้ที่มีความดันโลหิตปกติ

คริลออยล์ (Krill oil)

คริลล์ออยบริสุทธิ์จะอุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า-3 ซึ่งประกอบไปด้วยกรดไขมัน EPA (Eicosapentaenoic Acid) และ DHA (Docosahexaenoic Acid)  ที่อยู่ในรูปแบบจับกับสาร Phosphatidylcholine ธรรมชาติ ทำให้การย่อยและการดูดซึมกรดไขมันโอเมก้า-3 ในร่างกายดีขึ้น นอกจากนี้ คริลล์ออย ยังอุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า-6 กรดไขมันโอเมก้า-9 และสารต้านอนุมูลอิสระสีแดงที่ชื่อ Astaxanthin ซึ่งอยู่ในตระกูลเดียวกับไลโคปีน (Lycopene) และเบต้า-แคโรทีน ( Beta-carotene) จากสารสำคัญต่างๆเหล่านี้ จึงทำให้คริลล์ออยมีประโยชน์ในการดูแลสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด โดยการช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงในการเกิดโรคไขมันอุดตันเส้นเลือดหัวใจ โดยการช่วยลดไขมันโคเลสเตอรอลและไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สารสกัดโพลีโคซานอล (Policosanol)

       สารสกัดจากธรรมชาติกลุ่มโพลีโคซานอล (Policosanol) ที่พบเฉพาะในไขเปลือกอ้อย (Saccharumofficinarum, L.) อุดมไปด้วยคุณค่าบริสุทธิ์ของสารอาหารจากธรรมชาติ และมีโครงสร้างทางเภสัชวิทยาคล้ายยาลดไขมันโคเลสเตอรอลกลุ่มสแตติน

       จากการทำการศึกษาวิจัยทางการแพทย์มากกว่า 60 การวิจัย ในผู้ป่วยที่มีไขมันโคเลสเตอรอลสูงมากกว่า 3,000 คนทั่วโลก จนกระทั่งมีการตีพิมพ์ผลการวิจัยลงในวารสารทางการแพทย์ American Heart Journal ปี 2002 ถึงคุณประโยชน์ของสารสกัดโพลีโคซานอล (Policosanol) ในการลดระดับไขมันโคเลสเตอรอลชนิดรวม และไขมันโคเลสเตอรอลชนิดร้าย (LDL-Cholesterol)ช่วยบำรุงตับให้สร้างไขมันโคเลสเตอรอลชนิดดี (HDL-Cholesterol) ซึ่งมีหน้าที่นำพาไขมันที่สะสมและอุดตันตามผนังหลอดเลือดกลับไปทำลายที่ตับ ช่วยลดภาวะการอุดตันของเกล็ดเลือดได้ถึง 50% ป้องกันภาวะความหนาตัวของผนังหลอดเลือด และฟื้นฟูสมรรถภาพการทำงานของหัวใจและตับ จึงช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตันได้ พบว่าสำหรับผู้ที่มีไขมันโคเลสเตอรอลในเลือดสูงประมาณ 200-239 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรควรรับประทานวันละ 5 มิลลิกรัม และสำหรับผู้ที่มีไขมันโคเลสเตอรอลในเลือดสูงประมาณ 240-299 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ควรรับประทานวันละ 10-20 มิลลิกรัมหลังอาหารเย็น หรือก่อนนอน

เลซิติน (Lecithin)

        เลซิติน เป็นสารประกอบระหว่างกรดไขมันจำเป็น ฟอสฟอรัส และวิตามิน บี สองชนิด ได้แก่ โคลีน (Choline) และ อิโนซิตอล (Inositol) เลซิตินเป็นสารที่พบมากในอาหารหลายชนิด เราสามารถพบเลซิตินได้ในทุกเซลล์ของสิ่งมีชีวิต ไม่ว่าจะเป็นพืชหรือสัตว์ สำหรับร่างกายมนุษย์พบมากที่สมอง ซึ่งมีเลซิตินเป็นส่วนประกอบถึง 30% ส่วนใหญ่เลซิตินที่จำหน่ายในปัจจุบันสกัดมาจากถั่วเหลือง 

         เลซิติน มีส่วนช่วยให้ไขมันที่รับประทานเข้าไปแตกตัวเป็นอนุภาคเล็กๆ เนื่องจากเลซิตินมีหน้าที่เป็นตัวทำละลายไขมันในกระแสเลือด ดังนั้นเมื่อเลซิตินผ่านไปในกระแสเลือด จึงช่วยละลายไขมันที่จับตามผนังหลอดเลือด มีผลในการควบคุมระดับไขมันโคเลสเตอรอลในเลือดและเพิ่มการไหลเวียนเลือดให้ดีขึ้นช่วยป้องกันการอุดตันของเส้นเลือด จึงช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ ช่วยเสริมสร้างการทำงานของตับในการเร่งการเผาผลาญไขมัน ทำให้ตับทำงานมีประสิทธิภาพดีขึ้น จากหลักฐานทางวิชาการพบว่า เลซิตินช่วยบำรุงตับ ป้องกันโรคตับแข็งและลดการเกิดนิ่วในถุงนํ้าดี ซึ่งสามารถพบได้ในผู้ที่มีภาวะไขมันโคเลสเตอรอลสูง และสำหรับการบำรุงตับ ป้องกันโรคตับแข็ง ควรรับประทาน วันละ 1,200-3,600 มิลลิกรัม สำหรับลดไขมันโคเลสเตอรอลในเลือดสูง ควรรับประทานวันละ 3,600-7,200 มิลลิกรัม

นํ้ามันกระเทียม (Garlic Oil)

        นํ้ามันกระเทียมมีหลายรายงานการศึกษาที่รายงานถึงผลการช่วยลดไขมันโคเลสเตอรอล และไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์ โดยมีผู้เข้าร่วมการศึกษา 220 คนรับประทานกระเทียมผงแห้ง 800 มิลลิกรัมต่อวัน (หรือเทียบเท่านํ้ามันกระเทียม 2-5 มิลลิกรัมต่อวันหรือกระเทียมสด 2-5 กรัมต่อวัน) เป็นเวลา 4 เดือน พบว่าไขมันโคเลสเตอรอลลดลง 12% และไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์ 17%

        ในประเทศเยอรมัน Munich University ใช้นํ้ามันกระเทียมเป็นยาในผู้ป่วยโรคหลอดเลือด พบว่าผู้รับประทานอาหารไขมันตํ่า ไขมันโคเลสเตอรอลจะลดลง 10% และเมื่อได้รับกระเทียมร่วมด้วยจะช่วยให้ระดับไขมันโคเลสเตอรอลลดลงเพิ่มขึ้นอีก 10% สำหรับการลดไขมันในเลือดหรือลดความดันโลหิตสูงควรรับประทานวันละ 2-5 มิลลิกรัม

โคเอนไซม์ คิวเทน (Coenzyme Q10)

        ผลการศึกษาทางการแพทย์ถึงความสำคัญของโคเอนไซม์ คิวเทน ในผู้ใช้ยาลดไขมันโคเลสเตอรอลกลุ่มสแตติน

        ยาลดไขมันโคเลสเตอรอลกลุ่มสแตตินเป็นกลุ่มยาลดไขมันที่มีการใช้กันมาก จากการวิจัยพบว่า ยาลดไขมันโคเลสเตอรอลในเลือดกลุ่มดังกล่าว ทำให้ปริมาณโคเอนไซม์ คิวเทนในร่างกายลดลง เนื่องจากขั้นตอนการออกฤทธิ์ยับยั้งการสร้างไขมันโคเลสเตอรอล จะมีผลยับยั้งการสร้างโคเอนไซม์ คิวเทนไปด้วย นำไปสู่การขาดโคเอนไซม์ คิวเทน ซึ่งอาการเริ่มแรกจะสังเกตได้จากการมีภาวะกล้ามเนื้อแขน ขา อ่อนแรงปวดกล้ามเนื้อ หากรุนแรงจะมีผลกระทบกับอวัยวะสำคัญ เช่น หัวใจ ตับ ทำงานผิดปกติได้ ผลกระทบดังกล่าวจะพบได้มากขึ้นในผู้สูงอายุ ผู้ที่ใช้ยาปริมาณสูงผู้ที่ใช้ยาต่อเนื่องเป็นเวลานาน หรือผู้ที่มีโรคเรื้อรังประจำตัวอื่นๆ อยู่ก่อน และพบว่าเมื่อให้โคเอนไซม์คิวเทนเสริม วันละ 100-200 มิลลิกรัม จะช่วยลดผลกระทบดังกล่าวได้

วิตามินอี ธรรมชาติ (Natural Vitamin E)

วิตามินอี เป็นสารต้านอนุมุลอิสระที่สำคัญที่สุดในการขัดขวางกระบวนการที่ทำให้หลอดเลือดแข็งตัว โดยป้องกันการเกิดออกซิเดชั่นของไขมัน เนื่องจากเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ละลายได้ดีในไขมัน จะช่วยป้องกันการอุดตันของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจ  และป้องกันการเกาะตัวของเกล็ดเลือด ทำให้หลอดเลือดที่ไหลเวียนไปเลี้ยงหัวใจทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งมีรายงานการวิจัยของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ของอังกฤษ พบว่าคนไข้ที่ได้รับวิตามิน อี ธรรมชาติ วันละ 400-800 หน่วยสากล จะช่วยลดการเกิดอาการโรคหัวใจวายเฉียบพลันถึง 77% เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้รับวิตามิน อี

2. โรคความดันโลหิตสูง

        ความดันโลหิตสูง ได้กลายมาเป็นปัญหาทางสุขภาพของมหาชนที่สำคัญที่สุดด้วยความชุกที่ทำให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดและโรคไตตามสถิติปี ค.ศ. 2000 มีผู้ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูงทั้งหมดประมาณ 1 ใน 4 ของประชากรโลกที่เป็นผู้ใหญ่และยังเป็นที่คาดว่าในปี ค.ศ. 2025 อัตราส่วนของการเกิดความดันโลหิตสูงจะเพิ่มขึ้นเป็น 29% ของผู้ใหญ่ทั้งโลกหรือคิดเป็นจำนวนประมาณ 1,560 ล้านคนสำหรับประเทศไทย สามารถพบในผู้ที่อายุ 35 ปีขึ้นไป ความดันโลหิตสูง หมายถึง ภาวะที่ระดับความดันโลหิต 140/90 มม.ปรอท หรือมากกว่าซึ่งจะเป็นค่าบนหรือค่าล่างก็ได้

       โรคความดันโลหิตสูง เป็นโรคที่พบได้บ่อยในปัจจุบันคนส่วนใหญ่ที่มีความดันโลหิตสูงมักจะไม่รู้ตัวว่าเป็นเมื่อรู้ตัวว่าเป็นส่วนมากจะไม่ได้รับการดูแลรักษาส่วนหนึ่งอาจจะเนื่องจากไม่มีอาการ ทำให้คนส่วนใหญ่ ไม่ได้ให้ความสนใจเมื่อเริ่มมีอาการหรือภาวะแทรกซ้อนแล้วจึงจะเริ่มสนใจและรักษาซึ่งบางครั้งก็อาจจะทำให้ผลการรักษาไม่ดีเท่าที่ควรการควบคุมความดันโลหิตให้ปกติอย่างสม่ำเสมอ สามารถลดโอกาสเกิดโรคอัมพฤกษ์ อัมพาตหรือโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

ปัจจัยที่มีผลต่อความดันโลหิต 

ความดันโลหิตเปลี่ยนแปลงได้ตามปัจจัยแวดล้อมต่างๆ ดังนี้

  1. อายุ ส่วนใหญ่เมื่ออายุมากขึ้นความดันโลหิตจะสูงขึ้น ตัวอย่างเช่น ขณะอายุ 18 ปี ความดันโลหิต เท่ากับ 120/70 มม.ปรอท แต่พออายุ 60 ปี ความดันโลหิตอาจจะเพิ่มขึ้นเป็น 140/90 มม.ปรอท แต่ก็ไม่ได้เป็นกฎตายตัวว่าอายุมากขึ้นความดันโลหิตจะสูงขึ้นเสมอไป อาจวัดได้ 120/70 มม.ปรอท เท่าเดิมก็ได้
  2. ช่วงเวลาแต่ละวัน  ความดันโลหิตจะขึ้นลงไม่เท่ากันตลอดวัน ตัวอย่างเช่น ในตอนเช้าความดันโลหิตอาจลดลงเนื่องจากอัตราการเผาผลาญภายในเซลล์ (Metabolic rate) ลดลงและเพิ่มขึ้นตลอดวันจนสูงสุดช่วงบ่ายหรือตอนเย็น และต่ำลงในตอนกลางคืน
  3. จิตใจและอารมณ์ พบว่ามีผลต่อความดันโลหิตได้มากขณะที่ได้รับความเครียด อาจทำให้ความดันโลหิตสูงกว่าปกติได้ถึง 30 มม.ปรอท ภายหลังการพักผ่อนความดันโลหิตก็จะกลับมาสู่ภาวะปกติได้หรือเมื่อรู้สึกเจ็บปวดก็เป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นได้เช่นกัน
  4. เพศ พบว่าเพศชายจะเป็นโรคความดันโลหิตสูงได้บ่อยกว่าเพศหญิง
  5. พันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม ผู้ที่มีบิดาและมารดาเป็นโรคความดันโลหิตสูงมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคนี้มากกว่าผู้ที่ไม่มีประวัติในครอบครัวแม้แต่สิ่งแวดล้อมที่เคร่งเครียด ก็ทำให้มีแนวโน้มการเป็นโรคความดันสูงขึ้นด้วยเช่นกัน
  6. สภาพภูมิศาสตร์ ผู้ที่อยู่ในสังคมเมืองจะพบภาวะความดันโลหิตสูงมากกว่าในสังคมชนบท
  7. เชื้อชาติ พบว่าชาวแอฟริกันอเมริกันมีความดันโลหิตสูงมากกว่าชาวอเมริกันผิวขาว

วิตามินและสารอาหารที่แนะนำในการดูแลหัวใจและภาวะความดันโลหิตสูง      

        1. โคเอนไซม์คิวเทน เป็นสารสำคัญในการสร้างพลังงานพื้นฐานของเซลล์ในร่างกายและโดยเฉพาะหัวใจ ช่วยลดอนุมูลอิสระที่จะทำลายไนตริก ออกไซด์ซึ่งมีคุณสมบัติขยายหลอดเลือด ขนาดรับประทานที่แนะนำ คือ วันละ 100 มิลลิกรัม

         2. น้ำมันปลา ช่วยควบคุมระดับไขมันในหลอดเลือด ลดการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด ทำให้การไหลเวียนเลือดดีขึ้น ขนาดรับประทานที่แนะนำ พิจารณาจากปริมาณ EPA+DHA ต้องได้รับวันละ 3,000 มิลลิกรัม 

         3. น้ำมันกระเทียม ช่วยควบคุมระดับไขมันในหลอดเลือด ลดการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด ทำให้การไหลเวียนเลือดดีขึ้น ขนาดรับประทานที่แนะนำ คือวันละ 2- 5 มิลลิกรัม

3. การปฏิบัติตัวให้มีชีวิตยืนยาวห่างไกลโรคหัวใจ มี 7 ประการด้วยกันคือ

  1. งดสูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงชา กาแฟ ของเสพติดมึนเมา
  2. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  3. รักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
  4. ควบคุมจิตใจและอารมณ์อย่าให้มีความเครียด
  5. ควบคุมความดันโลหิตและระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
  6. ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค โดยรับประทานอาหารที่มีไขมันต่ำรับประทานผักผลไม้ที่มีกากใยมากขึ้น หลีกเลี่ยงอาหารทอดหรือเจียวน้ำมัน
  7. พบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอเพื่อหาวิธีป้องกันรักษาโรคหัวใจและเพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีตลอดไป

แชร์เลย!

ผลิตภัณท์ที่เกี่ยวข้อง

ผลิตภัณฑ์เมก้า วีแคร์

ฟิชออย

รายละเอียดเพิ่มเติม

ผลิตภัณฑ์เมก้า วีแคร์

อเลอเทน 100 ไบโออีมัลแคป

รายละเอียดเพิ่มเติม

ผลิตภัณฑ์เมก้า วีแคร์

แนท อี

รายละเอียดเพิ่มเติม

ผลิตภัณฑ์เมก้า วีแคร์

การ์ลิค ออย

รายละเอียดเพิ่มเติม

ผลิตภัณฑ์เมก้า วีแคร์

โคซานอล

รายละเอียดเพิ่มเติม

ผลิตภัณฑ์เมก้า วีแคร์

เลซิติน

รายละเอียดเพิ่มเติม

ผลิตภัณฑ์เมก้า วีแคร์

แม็กซ์ โอเมก้า 3

รายละเอียดเพิ่มเติม

ผลิตภัณฑ์เมก้า วีแคร์

อเลอเทน 50 อีมัลแคป

รายละเอียดเพิ่มเติม

ผลิตภัณฑ์เมก้า วีแคร์

โคเลซ

รายละเอียดเพิ่มเติม

เคล็ดลับการดูแลสุขภาพที่เกี่ยวข้อง


น้ำมันปลา มีประโยชน์มากกว่าที่คุณเคยรู้

บางคนอาจรู้อยู่แล้วว่าน้ำมันปลามีส่วนช่วยบรรเทาอาการอักเสบ และช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น แต่จริงๆ แล้วน้ำมันปลามีประโยชน์มากกว่าที่คุณเคยรู้ วันนี้ เมก้า วีแคร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิตามินและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ที่มุ่งมั่นสนับสนุนให้คนไทย


การดูแลสุขภาพ เสริมพัฒนาการของสมองด้วย DHA

DHA จุดเริ่มต้นเพื่อเสริมพัฒนาการและบำรุงสมอง สายตา สำหรับทุกวัย เพราะการทำงานต่างๆ ของร่างกาย ล้วนเกิดจากสมอง สมองจึงเป็นอวัยวะที่สำคัญที่สุดของร่างกาย ที่จะเป็นตัวบ่งชี้ถึงคุณภาพและความฉลาด


คริลล์ออย (Krill oil) บริสุทธิ์จากทะเลน้ำลึก

คริลล์ออย (Krill oil) เป็นน้ำมันที่สกัดได้จากสัตว์ทะเลขนาดจิ๋วในกลุ่มเดียวกับพวกกุ้งขนาดเล็ก (Crustaceans) ซึ่งมักจะอาศัยอยู่ใต้ทะเลลึกของมหาสมุทรแอนตาร์คติกที่มีระบบนิเวศน์ที่ดี เป็นแหล่งธรรมชาติที่มีความสะอาดและบริสุทธิ์