เคล็ดลับการดูแลสุขภาพ

น้ำมันปลา มีประโยชน์มากกว่าที่คุณเคยรู้

 น้ำมันปลา อาจมีประโยชน์มากกว่าที่คุณเคยรู้

        บางคนอาจรู้อยู่แล้วว่าน้ำมันปลามีส่วนช่วยบรรเทาอาการอักเสบ และช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น แต่จริงๆ แล้วน้ำมันปลามีประโยชน์มากกว่าที่คุณเคยรู้ วันนี้ เมก้า วีแคร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิตามินและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ที่มุ่งมั่นสนับสนุนให้คนไทยให้ความสำคัญต่อสุขภาพของตนเองและคนในครอบครัว เพราะเราเชื่อว่าคุณภาพชีวิตที่ดี เริ่มต้นจากครอบครัวที่มีสุขภาพแข็งแรง จึงพร้อมบอกต่อคุณประโยชน์ดีๆ ของการได้รับน้ำมันปลาที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน เพื่อให้คุณและครอบครัวมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน

        น้ำมันปลา คือ น้ำมันที่ได้จากกระบวนการสกัดเอาน้ำมันออกมาจากส่วนต่างๆ ของปลา เช่น เนื้อปลา หนังปลา หางปลา หัวปลา โดยปลาทะเลที่นำมาสกัดนั้นเป็นปลาที่อยู่ในทะเลน้ำลึกเขตหนาวเย็น ซึ่งมีกรดไขมันประเภทโอเมก้า 3 ปริมาณมากกว่าปลาน้ำจืด อาทิ ปลาแซลมอล ปลาแองโชวี่ ปลาแมคเคอเรล ปลาทูน่า ที่มีไขมันกลุ่มโอเมก้า 3 สูงถึง 1-4 กรัม ต่อ เนื้อปลา 100 กรัม โอเมก้า 3 ประกอบด้วยกรดไขมันสำคัญ คือ EPA และ DHA โดยจากการศึกษาผลวิจัยทางการแพทย์พบว่า น้ำมันปลามีประโยชน์อย่างต่อร่างกายหลากหลาย เช่น

  1. ประโยชน์ต่อระบบหัวใจและสมอง โดยมีส่วนช่วยยับยั้งการเกาะตัวของเกล็ดเลือดและลดไขมันในเลือด จึงช่วยป้องกันการอุดตันของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงส่วนต่างๆ โดยเฉพาะหัวใจและสมอง
  2. ประโยชน์ต่อระบบหลอดเลือด โดยมีส่วนช่วยให้หลอดเลือดขยายตัว ทำให้ระบบการไหลเวียนของเลือดในร่างกายดีขึ้น ลดการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติ
  3. ประโยชน์เกี่ยวกับความดันโลหิตของร่างกาย เนื่องจากโอเมก้า 3 จะมีส่วนช่วยให้หลอดเลือดขยายตัว ทำให้ระบบการไหลเวียนของเลือดในร่างกายดีขึ้น จึงมีผลให้ความดันลดลง โดยที่น้ำมันปลาจะไม่มีผลต่อความดันในผู้ที่มีความดันโลหิตปกติแต่อย่างใด
  4. มีส่วนช่วยลดระดับไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือดได้ 20% - 50% ที่สำคัญ คือ ปลอดภัย ไม่มีผลข้างเคียงต่อร่างกาย สามารถใช้ร่วมกับยาในการลดระดับไขมันในผู้ที่มีไขมันในเลือดสูงได้
  5.  อาการข้อเสื่อม ข้อรูมาตอยด์ กรดไขมันโอเมก้า 3 มีคุณสมบัติในการช่วยลดอาการอักเสบ อาการตึงแน่น และอาการข้อยึดตอนเช้า ในผู้ที่มีภาวะข้อเสื่อมและข้ออักเสบรูมาตอยด์ เนื่องจาก EPA สามารถลดสารที่ก่อให้เกิดอาการอักเสบ ปวด บวมข้อ นอกจากนั้นยังช่วยเพิ่มการสร้างสารที่มีคุณสมบัติทำให้อาการอักเสบต่างๆ ของข้อลดลงได้
  6.  เสริมการทำงานของเซลล์สมอง ป้องกันสมองเสื่อม การรับประทานน้ำมันปลาจะมีส่วนป้องกันสมองเสื่อมหรือโรคอัลไซเมอร์ได้ เพราะ  DHA ช่วยเพิ่มสารที่ช่วยลดการสร้างเส้นใยในสมองอันเป็นตัวการทำลายใยประสาทส่วนความจำ 
  7. ภาวะซึมเศร้า พบว่าผู้ที่บริโภคปลาเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง มีอัตราการเป็นโรคซึมเศร้าต่ำ เพราะสมดุลของกรดไขมันในร่างกายมีผลต่อความรุนแรงของการเกิดโรคซึมเศร้า จากการวิจัยพบว่าคนที่มีระดับกรดไขมันโอเมก้า 3 ต่ำ แต่โอเมก้า 6 สูง มีโอกาสเกิดภาวะซึมเศร้ามากกว่าปกติ
  8. มีส่วนช่วยลดความเสี่ยงโรคเบาหวาน โดยนักวิจัยพบว่ากรดไขมัน EPA ในน้ำมันปลา จะช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ดีขึ้นได้
  9. อาการปวดไมเกรน กรดไขมันในน้ำมันปลาจะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของพรอสตาแกลนดิน และลดการหลั่งสารซีโลโทนิน ทำให้การเกาะตัวของหลอดเลือดลดลงในระยะที่มีการบีบตัวของหลอดเลือดในสมอง จึงอาจช่วยลดอาการปวดไมเกรนได้
  10. อาการหอบหืด การรับประทานน้ำมันปลาจะช่วยลดสารที่ก่อให้เกิดการอักเสบ และสารสำคัญที่ทำให้เกิดอาการหอบหืด ดังนั้น การรับประทานน้ำมันปลาอย่างต่อเนื่องจะมีส่วนช่วยบรรเทาอาการหอบหืดได้
  11. รคผิวหนังบางชนิด การรับประทานปลาที่มีไขมันมากอาจจะช่วยบรรเทาอาการของโรคผิวหนังได้ เช่น สะเก็ดเงิน โรคเรื้อนกวาง โดยลดอาการคัน ทำให้ผื่นแดงน้อยลง 

        เมื่อทราบถึงคุณประโยชน์นานับประการจากน้ำมันปลาแล้ว อย่าลืมเพิ่มเมนูปลาไว้เป็นจานโปรดในแต่ละวันของคุณ แต่หากคุณไม่ชอบรับประทานปลา หรือ ไม่สามารถรับประทานปลาได้อย่างสม่ำเสมอ อาหารเสริมประเภทน้ำมันปลาก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่สะดวกและง่าย เพราะปัจจุบันมีทั้งสูตรธรรมชาติ และสูตรเข้มข้นที่เพิ่มความสะดวกในการรับประทานมากขึ้น ซึ่งปกติแล้วร่างกายคนเราต้องการโอเมก้า 3 จากน้ำมันปลา 1,000-3,000 มิลลิกรัมต่อ

แชร์เลย!

เคล็ดลับการดูแลสุขภาพที่เกี่ยวข้อง


น้ำมันปลาต่างกับน้ำมันตับปลาอย่างไร

จากความใกล้เคียงกันของชื่อ ทำให้มีผู้บริโภคเกิดความเข้าใจผิดกันอย่างมาก คิดว่าน้ำมันปลา และน้ำมันตับปลา คือ สารอาหารชนิดเดียวกัน แม้ว่าทั้งน้ำมันปลา และน้ำมันตับปลาจะเป็นสารอาหารที่ได้จากปลา แต่ก็มีความแตกต่างกันในเรื่องของสารอาหารที่เป็นส่วนประกอบ


ดูแลสมอง ด้วยแปะก๊วย ดีเอชเอ และเลซิติน

สมอง นับเป็นอวัยวะที่มีความสำคัญอย่างยิ่งของการดำเนินชีวิต ทั้งในเรื่องของสติปัญญา ความคิด ความจำ การเรียนรู้ ความสามารถในการทำงานและการตัดสินใจ ซึ่งสมองจะมีการเติบโตและพัฒนาต่อเนื่องเรื่อยมาจนถึงอายุ 25 ปี และจะเริ่มเสื่อมลงตามอายุที่เพิ่มขึ้น